Wednesday, June 25, 2014

แมวเจ็บ


อิตาลี - อุรุกวัย

นัดนี้อิตาลีเริ่มเล่นได้กลางๆ นัยว่ากะรออุรุกวัยที่ต้องการประตูบุกเพลินๆแล้วรอสวนกลับซะ
เกมดำเนินมาเรื่อยๆ ทั้ง 2 ทีมยังไม่มีโอกาสอะไรมากนัก อิตาลีเองก็หวังกองหน้าตัวเป้าอย่างโบลาเตลี่อยู่
โบลาเตลี่ที่แม้จะพึ่งได้เป็นบางครั้ง ยังมีปัญหากับการควบคุมอารมณ์ทำให้โดนใบเหลืองแบบไม่น่าทำไปฟรีๆ
เริ่มครึ่งหลังโบลาเตลี่จึงโดนเปลี่ยนออก ซึ่งก็ดีแล้วล่ะเพราะไม่งั้นเสี่ยงโดนแดงต่อแน่ๆ
เกมในครึ่งหลังช่วงแรก อิตาลีพอมีโอกาสสวนกลับบ้างบางจังหวะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก ยิงติดบ้าง ช้าบ้าง
จนมาถึงจุดเปลี่ยนตอนที่ มาคิซิโอ้ โดนใบแดงจากการเข้าบอลแล้วไปยันฝั่งตรงข้ามถึงตอนนี้อิตาลีต้องเน้นรับและสวนกลับอย่างเดียวซะแล้ว แต่ด้วยตัวผู้เล่นที่ความเร็วไม่ค่อยมีกัน ทำให้หลายจังหวะกลายเป็นจังหวะที่ "น่าจะ" ไปเกือบหมด
ปิร์โล่เองก็ขึ้นบอลไปไม่ได้เร็วนัก เพราะไม่มีกองหน้าที่จะส่งให้ได้ทำให้หลายครั้งต้องเบี่ยงออกด้านข้าง
แม้แต่คาสซาโน่ที่เชื่องช้าทำให้ไม่พอที่จะช่วยเกมอะไรได้ นี่คงเป็นยุคที่อิตาลีขาดแคลนศูนย์หน้าจริงๆ
ช่วงนี้มีจังหวะที่กล้องจับที่สีหน้าของโบลาเตลี่อยู่พักนึง สายตาที่โบลาเตลี่มองเหมือนเจ็บใจ
ถ้าเขาไม่โดนใบเหลืองและเล่นตามปกติไปซะ เขาคงยังอยู่ในสนามและมีโอกาสช่วยทีมมากกว่านี้
ก็หวังไว้ว่านี่จะเป็นบทเรียนในอนาคตของโบลาเตรี่
อิตาลี - อุรุกวัยยังผลัดกันรับ-รุกอยู่เรื่อยๆ และบุฟฟ่อนโชว์ฝีมือเชื่อใจได้เหมือนเดิมอยู่
จนมาถึงไคลแมกซ์ประจำวัน
ผมนั่งดูอยู่ แล้วกล้องตัดไปเห็นคิเอลินี่กับซัวเรสนอนกลิ้ง โดยซัวเรสนอนกุมปากอยู่
ตอนนั้นนึกว่าทั้ง 2 คนชนกันแล้วหัวคิเอลินี่ไปกระแทกปากซัวเรส
ที่ไหนได้ พอดูภาพช้าเท่านั้นแหละ โคตรฮาาาาาาาาา
ซัวเรสกับคิเอลินี่ยักแย่ยักยันอยู่ แล้วซัวเรสก็บรรจงไปยืดตัวเอาฟันเฉาะลงมาที่ไหล่ของคิเอลินี่
ทำไปทำไม 5555
ปกติเคยได้ยินเรื่องเล่าการกัดของซัวเรส แต่เพิ่งเคยเห็นของจริงก็คราวนี้แหละ
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ขณะที่อิตาลีเสียสมาธิกับการระแวงว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
อุรุกวัยทำประตูได้จากลูกเตะมุม
และเป็นอันจบเกมสำหรับอิตาลี
หวังว่าจะมีศูนย์หน้าจอมเก๋ารุ่นใหม่ๆโผล่ขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้านะ
สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ขอลาไปก่อน
ciao


Monday, June 16, 2014

มารยาทพื้นฐาน

ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่รวมผู้คนมาจากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งยุโรป อเมริกา และเอเชียทำให้มีความแตกต่างกันในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัฒนธรรมของแต่ละชาติ จะเห็นได้จากงานฉลองของแต่ละประเทศในเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นวันคริสมาส วันตรุษจีน วันเซนท์แพทริค day of the dead แต่ทั้งหมดก็อยู่ร่วมกันได้ด้วยการปรับตัวเข้าหากัน เรื่องบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมานานจนเป็นวัฒนธรรมหรือมารยาทพื้นฐานที่แม้จะไม่ได้ระบุตายตัวว่าเป็นกฏหมายบังคับใช้ แต่ก็ควรจะปฏิบัติตาม ตอนผมมาใหม่ๆก็มีหลายอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนก็มี และนี่คือมารยาททางสังคมทีผมเจอมานะครับ

การไม่พูดภาษาไทยต่อหน้าเพื่อนต่างชาติ ข้อนี้เป็นมารยาทสากลขั้นพื้นฐานเลย แต่เอาเข้าจริงก็ใช้บ้างไม่ใช้บ้างยิ่งถ้าในโรงเรียนที่มีนักเรียนต่างชาติกันทั้งโรงเรียน มักจะเลี่ยงการพูดภาษาชาติเดียวกันเองไม่ได้ ผมเองเคยไปนั่งประชุมงานกับเพื่อนเกาหลีที่เล่นพูดเกาหลีล้วนกัน ก็เลยเริ่มชินกับการนั่งใบ้และไม่ต้องไปสนใจฟัง แต่ถ้าเลือกได้แม้กับชาติเดียวกันเราก็มาฝึกภาษาอังกฤษด้วยกันเถอะ

การเข้าคิว ที่นี่การเข้าคิวถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เป็นสิ่งที่่คนทุกชนชั้นพึงปฏิบัติ คุณสามารถเห็นการเข้าคิวได้ทุกที่ไม่ว่าจะร้านกาแฟ ร้านอาหาร ป้ายรถเมล์ หรือโบสถ์วันอาทิตย์ที่มีการแจกอาหารฟรี แต่ในบางที่อย่างซูปเปอร์มาเก็ตหรือร้านสะดวกซื้ออาจจะมีวิธีการเข้าคิวที่แตกต่างจากที่ไทยนิดหน่อยคือ ไม่ว่าจะมีแคชเชียร์กี่ที ส่วนมากเขาจะกำหนดให้มีคิวแค่คิวเดียวไม่เหมือนกับร้านสะดวกซื้อบ้านเราที่อยากต่อตรงไหนก็ต่อทำให้แถวเกะกะและมั่วบ้างในบางครั้ง แต่บางที่ในซานฟรานซิสโกการเข้าคิวอาจต้องรักษาสิทธิ์ตัวเองด้วยเหมือนกัน ผมเคยต่อคิวซื้อของที่ตลาดในไชน่าทาวน์ ข้างหน้าผมมีอาม่าอยู่ 2 คน ขอเรียกอาม่า A และ B ตามลำดับ อาม่า A เป็นคิวถัดไปแล้วจึงเป็นอาม่า B แล้วค่อยถึงคิวของผม ผมก็ยืนรอพลางฟังเพลงเถียนมีมี่ที่ร้านนี้เปิดไปเพลินๆ แล้วอยู่ๆก็มีอาม่า C เดินเข้ามาคุยกับอาม่า B ทั้ง 2 อาม่าคุยกันโช้งเช้งดูสนุกกันมาก ทีนี้ด้วยเหตุอะไรไม่ทราบ อาม่า B คงจะเมื่อยเพราะถือของไปคุยไป พอคนข้างหน้าอาม่า A จ่ายตังค์เสร็จ ยังไม่ทันที่อาม่า A จะเอาของๆแกวาง อาม่า B กลับแทรกของตัวเองลงไปตรงหน้าแคชเชียร์ทันทีแล้วหันไปคุยกับอาม่า C ต่ออย่างไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมประหลาดใจกับการที่อาม่า B แทรกคิวกันระยะเผาขนแบบนี้แต่ยังไม่แปลกใจเท่ากับการที่อาม่า A เอามือปัดของอาม่า B หล่นกระจายลงพื้น ในตอนแรกผมนึกว่าจะได้ดูการรำมวยจีนซะแล้ว แต่อาม่า B เองก็หยิบของที่ตกขึ้นมาแล้วยืนคุยกับอาม่า C ต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เออเว้ย ไชน่าสไตล์ดี

การแง้มประตู สิ่งหนึ่งที่เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่ทั้งคนให้และคนรับรู้สึกดีคือ เมื่อคุณเดินเข้าไปที่ไหนสักที่แล้วผลักประตูเข้าไป อยากให้ลองหันมามองข้างหลังสักนิดก่อนจะปล่อยประตูให้ปิด เพื่อป้องกันประตูฟาดหน้าคนที่เดินตามหลังคุณมา และถ้ามีคนตามหลังคุณมา ตามมารยาทที่ดีแล้วคุณควรจะแง้มรอให้เขาเดินผ่านหรือเอามือยันประตูให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงปล่อย ในทางกลับกันถ้ามีคุณแง้มประตูรอคุณ อย่าลืมกล่าวขอบคุณทุกครั้งเพราะคนข้างหน้าคุณไม่ใช้พนักงานเปิดประตูให้คุณ และถึงแม้เขาจะเป็นพนักงานเปิดประตูคุณก็ควรกล่าวขอบคุณเขาด้วย

การเช็ดเครื่องออกกำลังกายหลังเล่นเสร็จ เชื่อว่าหลายคนเวลาไปออกกำลังกายที่ยิมคงไม่มีใครอยากโดนเหงื่อของคนแปลกหน้า เครื่องออกกำลังกายที่เปื้อนเหงื่อตามพนักพิง ที่จับ ที่รองขาอันเปียกชุ่ม เป็นคุณก็คงไม่อยากลงไปนั่งทับรอยเหงื่อคนอื่นใช่ไหมล่ะ ยิมที่นี่ส่วนมากจะมีกระดาษไว้ให้เช็ดวางเป็นจุดๆอยู่แล้ว ดังนั้นใช้กระดาษเช็ดทุกครั้งหลังออกกำลังกายเสร็จ

พกเงินสดเท่าที่จำเป็น ที่ซานฟรานซิสโกร้านค้าส่วนใหญ่จะรับบัตร ถ้าเป็นร้านของชำอาจจะมีกำหนดขั้นต่ำไว้ว่าต้องเท่าไหร่ถึงจะใช้ได้ หรือบางที่อย่างร้านในไชน่าทาวน์ที่รับเงินสดอย่างเดียว และที่ร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์อย่าง Walgreen หรือ Safeway คุณสามารถกดเงินจากแคชเชียร์ได้ เช่นสมมติคุณซื้อของราคา 10$ พนักงานจะถามว่าคุณอยากได้ cash back ไหม ถ้าคุณตอบโอเคคุณจะโดนชาร์จเพิ่มเป็น 30$ แต่คุณจะได้เงินสด 20$ กลับมาแทน นอกจากความสะดวกเรื่องใช้บัตรแทนเงินได้แล้ว เวลาคุณโดนปล้นการพกเงินสดน้อยๆก็ทำให้ไม่เสียเงินก้อนในจำนวนมากทีเดียวหมด(ยกเว้นว่าเจ้าโจรมันจะจี้คุณให้ไปกดเงินที่ตู้ atm นะ)

การเก็บถาดอาหารฟาสท์ฟูดหลังกินเสร็จ  คุณอาจจะคิดว่าไม่ใช่หน้าที่เพราะเดี๋ยวก็มีคนมาเก็บให้ ซึ่งแน่นอนว่าที่ร้านย่อมมีพนักงานบริการมาเก็บถาดและเศษอาหารหลังคุณกินเสร็จอยู่แล้ว แต่เหตุที่ควรจะเก็บก็เพราะคุณจะได้เปิดที่ว่างให้คนที่มากินต่อจากคุณมีที่นั่งทันทีโดยเฉพาะเวลาเร่งด่วยอย่างมื้อเที่ยง

การแยกขยะ ที่ซานฟรานซิสโกถ้าคุณเช่าบ้าน คุณสามารถขอถังขยะจากบริษัทที่ให้บริการเก็บขยะรายเดือนได้ โดยเขาจะมีถังขยะให้คุณ 3 ใบ ฟังดูแล้วคิดว่าขยะอะไรมันจะเยอะขนาดนั้นใช่ไหมครับ เจ้าถังขยะ 3 ใบที่ว่าคือถังเขียว ถังดำ และถังฟ้า ที่มีหลายสีก็เพราะว่าแต่ละสีจะเป็นขยะคนละชนิดกันโดยทั้งเขียวจะเป็นของจำพวกขยะสด เศษอาหารต่างๆ ซึ่งเศษอาหารที่จะทิ้งในถุงนี้ห้ามใช้ถุงพลาสติกธรรมดา แต่ต้องเป็นถุงพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ ส่วนมากจะเป็นถุงสีเขียวที่ทำจากซังข้าวโพดซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านฮาร์ดแวร์หรือร้านสะดวกซื้อทั่วไป ถังดำจะเป็นขยะทั่วไป ยกเว้นหลอดไฟหรือถ่านไฟฉาย ส่วนถังฟ้าจะเป็นขยะรีไซเคิลเช่น ขวดน้ำทั้งแก้วและพลาสติก และกระดาษยกเว้นกล่องพิซซ่า ที่จริงอันนี้น่าจะเรียกว่ากฏมากกว่ามารยาทเพราะหากคุณทิ้งผิดและเขาค้นเจอคุณจะโดนค่าปรับย้อนหลังต่างหาก และถ้าวันไหนมีขยะล้นถึง เขาก็จะคิดค่าเก็บเพิ่มต่างหาก ดังนั้นถ้าคุณมีปาร์ตี้แล้วขยะล้นเกินถังผมแนะนำให้เก็บไว้ทิ้งคราวหน้าหรือมัดใส่ถุงให้เป็นระเบียบแล้ววางไว้ข้างถัง หรือถ้าอยากหารายได้พิเศษก็จัดการขนพวกขวดน้ำต่างๆไปแลกเป็นเงินได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ต Safeway ใกล้บ้านได้

การใช้รถ ที่ซานฟรานซิสโกมียานพาหนะที่ใช้เดินทางกันในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารประจำทาง รถไฟ รถยนต์ส่วนตัว จักรยานยนต์และจักรยาน หัวใจหลักของการใช้ถนนคือการแบ่งปันพื้นที่บนถนน ไม่ใช่เป็นของใครคนหนึ่ง คุณอาจจะเห็นจักรยานวิ่งในเลนจักรยาน และรถเมล์วิ่งในเลนรถเมล์ แต่ถนนบางช่วงที่ไม่มีเลนดังกล่าวก็ไม่ได้จำกัดให้เฉพาะรถยนต์เท่านั้นที่วิ่งได้

การหยุดให้คนข้ามถนนที่ทางม้าลาย สิ่งนี้เป็นมารยาทของคนขับรถที่ควรให้สิทธิ์คนเดินถนนไปก่อน นอกจากนี้ถ้าโดนจับได้ยังเสียค่าปรับอีกนะเออ

อย่าวางของมีค่าไว้ในรถ ในที่ที่ไม่คุ้นเคยหรือเปลี่ยว ไม่ควรจะทิ้งของมีค่าไว้ในรถไม่ว่าจะของอะไรเล็กน้อยแค่ไหนแม้แต่เศษเงิน เพราะคนที่ทุบเขาไม่เสียอะไรเลย บางครั้งค่าซ่อมกระจกยังแพงกว่าของที่หายไปเสียอีก ถ้าจำเป็นต้องไว้จริงๆไว้ที่ที่่เก็บของท้ายรถจะเสี่ยงน้อยกว่า(คืออย่างน้อยคนทุบมันก็ไม่เห็นของล่อตา อาจช่วยลดแรงจูงใจได้ส่วนหนึ่ง)

การเติมน้ำมันเอง ที่อเมริการะบบปั๊มน้ำมันส่วนมากเป็นแบบบริการตัวเอง แม้ผมจะเคยเห็นปั๊มหนึ่งมีเด็กปั๊มบริการแต่โดยปกติแล้วจะไม่มี วิธีการเติมเองไม่มีอะไรยาก คุณแค่จ่ายเงินอาจจะรูดบัตรหรือเดินไปจ่ายที่แคชเชียร์แล้วก็เลือกชนิดน่ำมัน แล้วยกหัวจ่ายเสียบเข้าไปที่ถังน้ำมันของรถคุณ แล้วก็รอ แค่นั้นเองง่ายๆ นอกจากนี้ถ้าอยากเช็ดกระจกรถก็มีบริการที่เช็ดกับน้ำยาให้คุณบริการตัวเองอีกด้วย

ที่จอดรถแฮนดิแคป ถ้าคุณเป็นคนพิการ คุณสามารถขอป้ายคนพิการมาติดที่รถได้ แต่ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนพิการคุณไม่มีสิทธิ์จอดรถที่นี่ นอกเสียจากว่าคุณอยากจะโดนสังคมประณามหรือโดนจับและปรับ

การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถรางหรือรถไฟ บางเรื่องแม้ไม่มีกฏห้ามแต่เพื่อความไม่ประมาทเราก็ควรระวังไว้ เช่น การเล่นโทรศัพท์ขณะเดินทาง เวลาผมโดยสารรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดินที่เมืองไทย ผมมักจะเห็นคนก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ของตัวเองโดยไม่สนใจรอบข้างเสมอ บางคนก้มหน้าโดยไม่รู้ว่าตัวเองกำลังบังทางคนอื่นอยู่หรือไม่รู้ว่าศอกที่คุณยกมันไปทิ่มแทงใครอยู่หรือเปล่า และบ่อยครั้งอีกเหมือนกันที่ผมเห็นคนเล่นโทรศัพท์มือถือขณะเดินไปไหนมาไหนตามที่ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าไอ้การเดินแบบนี้ย่อมเกะกะชาวบ้านหรือไปชนคนอื่นแน่นอน ที่เมืองไทยคุณอาจทำเช่นนั้นได้ แต่ถ้าเป็นที่ซานฟรานซิสโก ผมไม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น ไม่ว่าคุณจะกำลังเดินอยู่บนถนนหรือนั่งรถโดยสารสาธารณะประเภทไหนก็ตาม ถ้าเป็นไปได้อย่าเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจรอบข้างจะดีกว่า ไม่ใช่เพราะห่วงมารยาทหรืออะไร แต่เพราะห่วงในชีวิตและทรัพย์สินของคุณน่ะ ที่นี่ถ้าคุณก้มหน้าเล่นโทรศัพท์โดยไม่สนใจรอบข้าง ขณะที่เดินคุณอาจโดนชกหน้าแบบไม่รู้เรื่องก่อนจะโดนปล้นกันแบบจะๆ หรือถ้าคุณมัวแต่เล่นโทรศัพท์บนรถไฟ ช่วงเสี้ยวเวลาก่อนประตูรถไฟปิดคุณอาจจะโดนคว้ามือถือแล้ววิ่งหายออกจากรถไปทันที หรือแม้แต่วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะในร้านกาแฟ อาจมีมือดีวิ่งเข้ามาแล้วคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะไปก่อนที่คุณจะตั้งสติได้เสียอีก แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ขอให้ใช้แต่จำเป็นและสังเกตุรอบข้างเสมอ

บนรถโดยสารประจำทางทั้งรถเมล์และรถไฟจะมีที่นั่งสำรองสำหรับคนพิการอยู่ ซึ่งคุณสามารถนั่งได้ตามปกติ แต่หากมีคนพิการขึ้้นมาคุณต้องลุกทันที (หรือไม่ลุกคนขับก็จะลุกมาไล่เอง) บางครั้งคนพิการนั่งรถเข็นขึ้นมา ซึ่งจากรถที่แน่นขนัดกันอยู่แล้วยังต้องพับที่นั่งเพื่อกันที่สำหรับรถเข็นคนพิการอีกทำให้รถยิ่งแน่นเข้าไปใหญ่ แต่ผมไม่เคยเห็นใครโวยวายอะไรในเรื่องนี้เลย

การยืนบนบันไดเลื่อน ที่ซานฟรานซิสโกเวลาขึ้นลงบันไดเลื่อนโดยปกติเขาจะยืนชิดขวากัน และด้านซ้านเปิดช่องไว้สำหรับคนที่รีบให้สามารถเดินได้ ผมเข้าใจว่าหลักการเลือกว่าจะยืนด้านไหนนั้นมาจากการขับรถ คือที่อเมริกาเวลาแซงเขาจะแซงซ้ายและขับรถชิดขวา ผมเลยเข้าใจว่าเขาใช้หลักการเดียวกันนี้ในการยืนบนบันไดเลื่อน ที่สำคัญถ้าใครไปยืนเอ้อระเหยอยู่ฝั่งซ้ายนี่อาจจะโดนดันลงบันไดมาเลยก็ได้

การให้ทิป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเคยได้ยินมานานก่อนจะมาที่อเมริกาเสียอีก คือไม่ว่าคุณจะใช้บริการอะไรนอกจากค่าบริการในส่วนนั้นแล้ว คุณยังจะต้องจ่ายทิปอีกด้วย ทิปที่ว่าก็มีหลายเรทตั้งแต่ 15% 18% หรือ 20% ขึ้นกับจำนวนคนที่มาด้วยกัน การบริการที่ว่าก็ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม ขึ้นรถแทกซี่ และงานที่ใช้บริการคนต่างๆ แต่แม้จะถือว่าการให้ทิปเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของอเมริกา แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะให้ทิป เพราะเรื่องนี้ไม่ได้ออกมาเป็นกฏหมาย นอกจากบางร้านเองที่ระบุไว้เลยว่าต้องให้ค่าทิปเท่าไหร่ลงมาในบิล คนที่ไม่ให้ทิปทางร้านอาหารอาจจะจำไว้และไม่ให้เข้ามาใช้บริการอีกหรือพนักงานเสิร์ฟอาจจะวิ่งมาตามค่าทิปคุณนอกร้านเลยก็ได้ แต่ก็มีข้อยกเว้นอย่างร้านอาหารญี่ปุ่นบางร้านจะเขียนบอกไว้เลยว่าไม่รับทิปก็มี

การขอบคุณแม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่หากเราติดปากคำนี้ไว้จะทำให้ผู้รับรุ้สึกมีกำลังใจในการทำงานขึ้นก็ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะลงจากรถเมล์ ก็อย่าลืมขอบคุณคนขับ (ผมมักจะขอบคุณคนขับรถเมล์รอบดึกเสมอ ที่แม้คนจะน้อยเขาก็มักจะรอผู้โดยสารที่กำลังรีบวิ่งมาขึ้นรถเสมอ) หรือในร้านอาหารทีพนักงานมาเสิร์ฟน้ำให้คุณ คนขับแทกซี่ที่พาคุณมาถึงที่หมายโดยปลอดภัย หรือแม้แต่โฮมเลสที่กล่าวอวยพรแก่คุณในคืนคริสต์มาส ถ้าเรามีน้ำใจแก่กันสังคมก็จะสงบสุข
ขอบคุณครับ

Sunday, June 15, 2014

เฟอร์นิเจอร์


สิ่งแรกที่ทำให้ผมประหลาดใจตอนหาที่อยู่ที่นี่คือ อพาทเมนท์หรือบ้านเช่าที่นี่โดยปกติแล้วจะเป็นแบบไม่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ ห้องที่คุณเช่าจะมีลักษณะเป็นห้องโล่งๆ อาจจะมีตู้เย็นกับเตาแก๊ซและเตาอบในครัวให้ แต่นอกจากนั้นคือไม่มีอะไรเลย ไฟในห้องยังมีไม่กี่ดวงเองเลย แล้วอย่างนี้จะหาเฟอร์นิเจอร์ต่างๆจากไหน คำถามอันดับแรกคือคุณมีงบขนาดไหน และคำถามถัดมาคือคุณคิดว่าจะขนกลับมายังไง
ถ้าเรื่องเงินเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่สำคัญ  ผมแนะนำให้คุณลองมองหาของมือสอง ของมือสองที่ว่ามีวิธีการหาได้หลากหลายมาก วิธีแรกอาจจะลองติดต่อกลุ่มนักเรียนไทยและเทศตามบอร์ดโรงเรียน หรือตามเพจนักเรียนไทยบนเฟซบุคในเมืองนั้นๆดู ทุกๆเทอมจะมีทั้งนักเรียนเก่าและใหม่วนเวียนกันเข้าออกอยู่เสมอ ดังนั้นโอกาสที่คุณจะบังเอิญไปถึงแล้วเจอนักเรียนที่กำลังจะกลับไทยมีอยู่สูงเลยทีเดียว ข้อดีของวิธีนี้คือ ซื้อขายง่าย รู้เรื่อง และได้ราคาถูก ของอาจจะเสื่อมไปตามกาลเวลาเล็กน้อย แต่คุณคงไม่ใช้อ้เฟอร์นิเจอร์พวกนี้ไปชั่วชีวิตดังนั้นจะคิดมากไปไม วิธีนี้อาจจะลำบากตอนไปขนของนิดหน่อยดังนั้นเมื่อนัดเวลาแล้วลองชวนเพื่อนไปสักคนเพื่อไปช่วยขนของก็ดีครับ
 วิธีที่สองคือ เดินดูตามการาจเซล การาจเซลที่นี่ก็อารมณ์เหมือนเปิดท้ายขายของบ้านเราเนี่ยล่ะ โดยคุณสามารถเช็กว่าบ้านไหนมีเปิดท้ายขายของบ้าง ซึ่งโดยมากแล้วมักจะมีทุกอาทิตย์ บางเจ้าอาจจะแปะตามเสาไฟฟ้าในละแวกบ้านเลยล่ะ คุณก็เดินโฉบๆดูว่าของที่เขาขายนั้น มีชิ้นไหนที่คุณอยากได้บ้าง ซึ่งโดยมากมักเป็นของที่ไม่ใหญ่มากนัก อาจจะเป็น ทีวี เครื่องเล่นเกม หรือ เก้าอี้ แต่ถ้าเอาง่ายๆคุณสามารถเปิดเวบ craigslist.com แล้วเลือกเมืองและย่านที่คุณอยู่ เพื่อนสะดวกต่อการไปเลือกของ โดยบางเจ้าอาจไม่ได้เอาของมาวางหน้าบ้าน แต่ให้คุณเข้าไปเลือกของในห้องเขาเลย ซึ่งคุณสามารถจองและนัดดูของได้ แต่วิธีนี้ขอให้ระมัดระวังก่อนที่จะตัดสินใจไปบ้านคนแปลกหน้าให้ดี มีหลายเคสที่คนซื้อโดนคนขายปล้นกันซึ่งหน้าเลย นอกจากนี้ตามร้านขายของมือสองที่ได้รับการบริจาคมาอย่าง Goodwill เองก็มีเฟอร์นิเจอร์ขายเหมือนกัน ซึ่งถ้าคุณนิยมในของเก่าและมีสายตาที่เฉียบคม คุณอาจได้ของหายากในราคาถูกและสามารถนำไปทำกำไรต่อบนอีเบย์ได้อีกด้วย
ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา ที่ซานฟรานซิสโกมีร้านเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ท้องถิ่นมากมาย บางร้านเป็นเหมือน showroom เลยก็มี และถ้าคุณไม่อยากได้เฟอร์นิเจอร์แบบตลาดๆทั่วไป อยากได้อะไรที่มันแปลกแหวกแนวและเข้ากับรสนิยมของคุณนั้น ที่นี่เองก็มีร้านที่ขายเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์อยู่หลายร้าน แต่แน่นอนว่าราคาก็จะแปลกตามเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ แถมการซื้อของแบบนี้บางร้านไม่มีบริการส่งเฟอร์นิเจอร์อีกต่างหาก ทำให้อาจจะยุ่งยากเรื่องขนของในภายหลังอีก
เอาล่ะ ถ้างั้นวิธีที่ดีที่สุดคืออะไร ถ้าคุณเพิ่งมาเรียนหรือมาอยู่ใหม่ๆ หลังจากได้ห้องเรียบร้อยแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดและเหนื่อยน้อยสุดคือ ไปอิเกีย ที่เมืองไทยเองก็มีอิเกียเปิดมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยไปเดินมาก่อน แต่ตอนที่ผมไปอยู่นั้น อิเกียคืออะไรผมไม่รู้จัก ไม่เคยแม้จะรู้ว่ามันมีห้างขายเฟอร์นิเจอร์ครบวงจรแบบนี้อยู่ และอิเกียเนี่ยล่ะเป็นที่นิยมของบรรดานักเรียนทั้งหลายไม่ว่าไทยรึเทศ ด้วยราคาที่ไม่สูงและความสะดวกในการที่คุณสามารถไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการทั้งหมดในทุกส่วนของบ้านทำให้การเดินเล่นที่อิเกียช่างน่าอภิรมย์ยิ่งนัก และหากคุณไปซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านกับเพื่อนนี่ยิ่งดีใหญ่เพราะสามารถหารค่าขนส่งกันได้อีก ทำให้ค่าใช้จ่ายยิ่งถูกลง ผมไปอิเกียครั้งแรกก็ตอนย้ายเข้าบ้านใหม่กับโฮมเมทเนี่ยล่ะ
แล้วทีนี้ถ้าคุณเกิดอยากได้ของแค่ไม่กี่ชิ้น จะมีปัญหาตอนขนกลับไหม ตัวห้างอิเกียอยู่นอกเมืองซานฟรานซิสโกไปทางฝั่ง Oakland แถบ Emeryville ในกรณีที่ไม่มีรถ คุณสามารถนั่งรถไฟ Bart ข้ามไปและต่อรถเมล์เวียนเพื่อไปถึงอิเกียได้ง่ายดาย เรื่องการขนของล่ะจะทำยังไง ผมขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ด้วยเรื่องของเพื่อนผมชื่อไอ้กิ๊บละกันนะครับ
หลังจากตอนที่ผ่านมากิ๊บได้เตียงเรียบร้อยแล้ว กิ๊บก็เริ่มอยากได้ของมาแต่งห้องและใช้งานอีก หลังจากมันขึ้นมาเมียงๆมองๆเฟอร์นิเจอร์ข้างบนบ้านและในห้องผมแล้ว มันก็เลยถามผมว่ามันจะหาซื้อโต๊ะได้ที่ไหนบ้าง
“เออ กูซื้อมาจากอิเกียเกือบหมดเลยว่ะ” ผมตอบพลางจับตามองไอ้กิ๊บที่กำลังลูบโต๊ะของผมอยู่
“อิเกีย อิเกียคือไรวะ” กิ๊บตอบขณะที่มือมันยังค่อยๆไล้ไปตามพื้นลามิเนตของหน้าโต๊ะ
“อิเกีย มันเป็นร้านขายเฟอร์นิเจอร์ใหญ่ๆอ่ะ” ผมพูดแล้วเอามือปัดมือมันออกจากโต๊ะของผม
“อารมณ์เหมือนแม๊คโคร แต่ขายเฟอร์นิเจอร์ล้วนๆ โคตรใหญ่เลย มึงอยากได้อะไรล่ะ” ผมต่อให้จบ
“เอ้ย กูรู้จักที่แอดแม่งได้รางวัลคานส์บ่อยๆไง” กิ๊บตอบในฐานะผู้ช่ำชองในวงการโฆษณา
“มึงจะไปป่ะล่ะ เดี๋ยวเสาร์อาทิตย์กูพามึงไป” ผมพยายามดึงความสนใจของมันกลับมา
“เสาร์อาทิตย์หรอ อืม เดี๋ยวกูไปเองดีกว่า” กิ๊บตอบ (ตอนหลังกิ๊บบอกว่าที่มันไปเองเพราะเกรงใจผม ไม่น่าเชื่อ!)
ผมคิดว่ากิ๊บคงอยากได้โต๊ะมากตอนนี้  แม้ผมยังไม่ทันถามกิ๊บว่าแล้วมันวางแผนว่าจะเอาของกลับมายังไง แต่ไม่เป็นไร ถ้ากิ๊บอยากโซโล่เดี่ยวผมก็ไม่ขัดข้อง ผมเชื่อว่ากิ๊บสามารถเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว  ผมเลยจัดแจงเปิดกูเกิ้ลแมพให้กิ๊บดูแผนที่แล้วอธิบายว่ามันควรจะไปขึ้นรถอะไรแล้วลงที่ไหน ต่อรถยังไง เมื่อซักซ้อมจนเป็นที่เข้าใจแล้วกิ๊บก็เงียบหายไป
ไม่กี่วันต่อมากิ๊บก็มีโต๊ะใหม่สมใจนึก ผมเดินลงไปดูที่ห้องมันเห็นเป็นโต๊ะสีขาวตัวยอดนิยมในขณะนั้น
“เออ สวยดีนี่” ผมพูดพลางมองไปรอบๆห้องเห็นของที่ไอ้กิ๊บซื้อมาก็มีขนาดเยอะพอควร
“ว่าแต่มึงขนกลับมายังไงวะ” ผมเอ่ยปากพลางคิดว่าไอ้โต๊ะตัวนี้ขนาดใหญ่พอควร มันไม่น่าจะหิ้วกลับมาไหว
“กูขนกลับมาเองเว้ย” กิ๊บตอบด้วยสีหน้าของผู้ชนะ แล้วกิ๊บก็เล่าให้ผมฟังว่า
วันนั้นมันนั่งรถไฟ Bart ตามที่ผมบอกไปถึงอิเกีย และพอมันไปถึงอิเกียสิ่งแรกที่มันทำคือ
โกยดินสอใส่เป้
กิ๊บโกยดินสอไม้แท่งเล็กๆที่เขาแจกไว้ให้คนมาเดินจดว่าอยากได้อะไร กิ๊บโกยดินสอแทบจะหมดชั้นใส่เป้ของมัน มันบอกว่ากะเอาไปใช้ที่ห้อง(ซึ่งตอนหลังมันกลับไทยไป มันยังใช้ไม่หมดเลย) จากนั้นกิ๊บก็เริ่มเดินดูของเลือกโต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ กิ๊บจัดการเอาของชิ้นที่พอใส่ในถุงได้และยัดลงในถุงอิเกียสีฟ้าซึ่งกิ๊บเห็นว่ามันสวยดี เพราะนึกว่าเป็นถุงที่อิเกียแถม ก่อนจะเสียค่าความรู้ใหม่ไป ว่าไอ้ถุงสีฟ้าที่มันหิ้วออกมาน่ะ เขาขายไม่ได้แจก
 หลังจากกิ๊บจ่ายเงินค่าของ(และถุงสีฟ้า)เรียบร้อยแล้ว กิ๊บก็เผชิญกับปัญหาที่อิเกียพีเพิ่ลต้องเจอนั่นคือ
แล้วกูจะเอากลับยังไง
“เออ แล้วมึงเอากลับยังไง” ผมถาม
“กูก็ไม่รู้ กูก็ยินงงๆแล้วเห็นคนแม่งยืนเอาเชือกมัดๆของกัน กูก็เลยเอาเชือกมัดโต๊ะกับเก้าอี้ให้เป็นหูหิ้ว แล้วมัดเชื่อมกันเป็นสาแหรกคาน แล้วก็แบกออกไป” กิ๊บตอบ
“เชี่ยยยยยย มึงแม่งสามารถว่ะ” ผมชื่นชมกิ๊บในใจ
“เออ กูก็แบกแม่งขึ้นรถไฟกลับมา คนแม่งมองแล้วหัวเราะกันอย่างเยอะ กูงี้โคตรอายเลย แล้วพอมาถึงในเมืองกูจะต่อรถเมล์เข้าบ้าน กูก็รอๆ พอรถเมล์มากูกำลังจะขึ้น คนขับแม่งไม่ให้ขึ้นเว้ย แม่งบอกของกูเยอะไป” กิ๊บเล่าต่อ
ผมนึกภาพกิ๊บที่แบกโต๊ะหน้ากว้าง 1.20 เมตรโดยมีเชือกผูกกับเก้าอี้อยู่ด้านหลัง อืม ถ้าผมเป็นคนขับรถเมล์ผมก็อาจไม่ให้ไอ้กิ๊บขึ้นนะ
“อ้าว แล้วมึงทำไงวะ”
“กูด่าแม่งในใจ แล้วตอนนั้นแม่งมืดแล้วด้วยกูอยากกลับบ้านมาก กูเลยบอกว่า กูไม่รู้ ขอกูขึ้นรถหน่อยเถอะ ของมันหนักมาก แม่งก็มองกูแบบสมเพชๆแล้วก็ให้กูขึ้นมา พอกลับถึงบ้านกูแม่งตั้งใจเลยว่ากูจะต้องเอาไอ้โต๊ะนี้กลับกรุงเทพให้ได้”
ผมไม่ได้ถามอะไรมากหลังจากนั้น รู้แต่ว่าไอ้กิ๊บมันตั้งใจจะเอาโต๊ะที่มันบอกว่ารักมาก และสมบัติอื่นๆที่มันซื้อเพิ่มในตอนหลังเช่น ลำโพง กีต้าร์ โคมไฟ บันได กลับกรุงเทพฯ จริงๆ  สังเกตได้จากการที่มันย้ำนักย้ำหนากับผมก่อนที่มันจะขึ้นเครื่องกลับไทยที่สนามบินว่า
“ตอย มึงอย่าลืมขนของของกูกลับไปให้ด้วยนะ”
แล้วมันก็เดินตัวปลิวกลับไทยไป
อ้าว ไอ้ห่า...

Friday, June 13, 2014

หนังสือ

เมื่อมาอยู่ต่างประเทศ แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของภาษา การติดต่อสื่อสาร ฟังและพูดเป็นสิ่งที่คุณต้องเจอในชีวิตประจำวันแน่นอน แต่ทักษะอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเช่นกันก็คือ การอ่าน ในการดำเนินชีวิตประจำวันเองก็มีอะไรหลายอย่างให้อ่านมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ป้ายกฏระเบียบข้อบังคับ ป้ายโฆษณาข้างทาง หรือป้ายประกาศบนรถต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จำเป็นมากเพราะถ้าคุณไม่อ่านคุณอาจจะทำผิดกฏหมายโดยไม่ตั้งใจก็ได้ หลายครั้งที่ผมเห็นนักท่องเที่ยวขึ้นรถไฟแล้วโดนตำรวจรถไฟจับเพราะไม่รู้ว่าต้องไปซื้อตั๋วที่่ขบวนแรก แม้จะอ้างว่าไม่รู้เพราะไม่เคยขึ้นก็เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น(และตำรวจรถไฟไม่รับฟัง) เนื่องจากมีป้ายประกาศแปะไว้อยู่แล้วว เพียงแค่คนไม่สนใจที่จะอ่านกัน

นอกจากนี้ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการรู้ภาษาอังกฤษคือ มีหนังสือภาษาอังกฤษให้อ่านมากมาย คุณสามารถหาหนังสือได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นนิยาย นิตยสาร หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือที่ไม่ได้รับอนุญาตให้วางขายที่ไทย หนังสือที่นี่มีทุกประเภท ไม่ว่าเรื่องจะเฉพาะแนวหรือแปลกขนาดไหน แต่เชื่อได้ว่ามีกลุ่มคนอ่านรองรับ หรือไม่ว่าคุณจะอยากรู้เรื่องอะไรแปลกขนาดไหน ผมเชื่อว่าถ้าคุณลองค้นดู คุณน่าจะเจอหนังสือคู่มือสำหรับไอ้เรื่องนั้นๆออกมาแล้วแน่ๆ แม้แต่อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่แถมคู่มือมาแต่ละอย่างหนาเป็นเล่ม ถ้ามีปัญหาอะไรสิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือ เปิดหนังสือคู่มือแล้วลองแก้ปัญหาเบื้องต้นตามที่หนังสือแนะนำไว้

ผมพบว่าการเริ่มต้นบทสนทนาที่ง่ายที่สุดคือ การทักว่านั่นคุณกำลังอ่านอะไรน่ะ

ที่ซานฟรานซิสโกมีห้องสมุดชมชนกระจายไปตามย่านต่างๆ โดยในแต่ละย่านก็จะมีห้องสมุดที่เหมาะแก่ชุมชนนั้นๆ เช่นย่าน China town นอกจากหนังสือภาษาอังกฤษแล้วก็จะมีหนังสือภาษาจีนแทรกอยู่ด้วย ย่าน Japan town ก็จะมีหนังสือการ์ตูนให้ยืม การกระจายหนังสือไปตามชุมชนต่างๆทำให้คุณสามารถพบเห็นคนอ่านหนังสือได้แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเวลาไหนก็ตาม ยืนรอรถเมล์ นั่งอยู่ในรถไฟ ตามสวนสาธารณะหรือลานกลางแจ้งต่างๆ โฮมเลสที่นี่ก็ยังอ่านหนังสือเลย

คุณสามารถเจอร้านหนังสือได้ทั่วไปตามท้องถนน ร้านหนังสือแฟรนไชส์อย่าง Kinokuniya ย่านเจแปนทาวน์ Borders ย่านดาวทาวน์ที่เป็นร้านหนังสือยอดนิยมในเมือง หรือถ้าเดินไปตามถนนเล็กๆคุณก็อาจจะเจอร้านหนังสือเล็กๆที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่น คุณก็อาจจะได้หนังสือที่ไม่ใช่หนังสือยอดนิยมตามตลาดทั่วไป หรือร้านหนังสือเฉพาะทางอย่าง แนวจิตวิญญาณ ผมเคยหลงเข้าไปในนั้นทีหนึ่งโดยไม่รู้ว่าร้านนี้เป็นร้านหนังสือเฉพาะทาง ทำให้ผมแปลกใจกับหนังสือศาสตร์ว่าด้วยเรื่องเทพของแต่ละทวีปต่างๆ ไสยศาสตร์หรือการทำพิธีกรรมทางศาสนาของแต่ละที่ และนอกจากร้านหนังสือทั่วไปแล้วยังมีร้านหนังสือมือสองยอดนิยมอย่าง Green apple ที่ถนน Clement ร้านหนังสือ Green apple เป็นร้านขนาดประมาณห้องแถว2 ชั้นลึกๆที่ผนังทุกผนังและบันไดทุกขั้นแทบจะอัดแน่นไปด้วยหนังสือจนล้นทะลัก โดยจะแยกโซนหนังสือใหม่และหนังสือมือสองออกจากกัน ด้วยความที่เป็นหนังสือมือสอง หนังสือบางเล่มจึงมีแค่เล่มเดียวและมีหนังสือแปลกๆมากมาย แต่สเน่ห์ของร้าน Green apple และร้านท้องถิ่นคือ จะมีโน้ตรีวิวหนังสือเล็กๆแปะไว้อยู่ ซึ่งคนรีวิวก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นพนักงานในร้านนี่เอง

ร้านหนังสือประจำของผมคือร้านหนังสือ Borders ที่ตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน Powell ตัดกับถนน Post ร้านหนังสือ Borders นี้เป็นร้านหนังสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเลยทีเดียว ตัวอาคารเป็นตึก 4 ชั้น โดยชั้นแรกจะเป็นโซนหนังสือใหม่ หรือหนังสือแนะนำและแคชเชียร์ตั้งอยู่ ชั้นที่สองจะเป็นโซนหนังสือทั่วไป นิยาย ประวัติศาสตร์ นิตยสารทุกชนิดและร้านกาแฟ ชั้นสามจะเป็นโซนหนังสือเด็ก หนังสือการ์ตูน ของเล่น ตุ๊กตา อุปกรณ์การเขียน และทีสำคัญคือห้องน้ำ ชั้นที่สี่จะเป็นโซนหนังสืออ้างอิง อาร์ทบุค และหนัง DVD CD เพลงต่างๆ พนักงานที่นี่ก็เป็นมิตรและยินดีแนะนำหรือเต็มใจหาหนังสือที่อยากได้ให้คุณเสมอ ข้อดีอีกอย่างของ Borders คือปิดเที่ยงคืน ทำให้ร้านหนังสือแห่งนี้มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาตลอด บ้างก็มานั่งกินกาแฟ บ้างก็มานั่งอ่านหนังสือ บ้างก็มานั่งทำงาน ผมสามารถใช้เวลาอยู่ที่นี่ได้เป็นวันเลย หรือบางทีไม่มีอะไรทำก็แวะผ่านมาเข้าห้องน้ำ

แต่สิ่งที่ทำให้ร้านหนังสือเปลี่ยนไปคือ การมาถึงของ amazon และ kindle บ่อยครั้งที่เมื่อผมเจอหนังสือที่น่าสนใจ ผมจะทำการเช็กราคากับเวบ amazon ก่อนเสมอ หากราคาถูกกว่าผมก็จะทำการสั่งซื้อผ่านเวบแทน ทำให้ในฐานะผู้บริโภค ผมมักจะเลือกซื้อหนังสือจากเวบ Amazon ซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากราคาที่มักจะถูกกว่าเกือบครึ่งนึงของราคาตามร้านและที่สำคัญคือไม่โดนภาษีอีกด้วย แต่บางกรณีที่หนังสือราคาต่างกันไม่มาก ผมก็มักจะซื้อติดมือจากร้านเสมอ

นอกจากนี้ amazon เองยังพัฒนา e-book reader อย่าง Kindle ออกมาด้วย สนนราคาก็ไล่ไปตั้งแต่รุ่นธรรมดาในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้ ไปจนถึงรุ่นที่เป็น tablet อย่าง Kindle fire แล้ว Kindle ทำให้วงการหนังสือตายหรอ ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าไม่ แม้ e-book คลาสสิกเก่าๆที่หมดอายุลิขสิทธิ์แล้วจะสามารถหาโหลดได้ฟรีก็ตาม แต่ e-book ใหม่ๆนั้นราคาพอๆกับหนังสือจริงๆเลย หลายคนคงคิดว่า อ้าว แล้วอย่างนี้ซื้อหนังสือจริงๆเลยไม่ดีกว่าหรอ คำตอบคือ ดีครับ หนังสือจริงๆนี่ควรค่าแก่การสะสมมาก ทั้งจับต้องได้ แล้วอย่างนี้เราจะซื้อ e-book ไปทำไม ผมสามารถตอบได้เต็มปากเลยว่าเพราะ ไม่มีที่เก็บ ปัญหานี้อาจดูตลก แต่เอาเข้าจริงๆหนังสือหลายเล่มที่ผมซื้อมาจำใจต้องขายต่อหรือบริจาคไปเพราะไม่รู้จะเอาไปวางไว้ตรงไหนในห้องอีกแล้ว กลุ่มลูกค้าของ Kindle หลายคนเองก็น่าจะเป็นเช่นนี้ ด้วยขนาดที่เล็กและพกพาง่ายทำให้คุณสามารถเลือกหนังสือไว้อ่านฆ่าเวลาได้หลายเล่มในน้ำหนักเท่าเดิม

น่าเศร้าที่สุดท้ายแล้วร้านหนังสือแฟรนไชส์ชื่อดังอย่าง Border ก็พ่ายแพ้กับตลาดออนไลน์แบบใหม่ส่งผลให้ร้านหนังสือขนาดใหญ่ประจำเมืองต้องปิดกิจการลง เดือนสุดท้ายของ border เขาทำการลดราคาหนังสือทุกอย่างทำให้คนแห่กันไปอย่างแน่นขนัดเลย ราคาเริ่มปรับลงมาเรื่อยๆจนอาทิตย์สุดท้าย Borders เองก็ลดราคาขายของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ ชั้นหนังสือ เก้าอี้ โต๊ะ หรือเครื่องทำกาแฟต่างๆ ผมเองก็สอยของบางอย่างกลับมาเป็นที่ระลึกเหมือนกัน เช่นกระจกโค้ง บันไดเล็ก

วันสุดท้ายของ Borders หนังสือแทบจะหายไปหมดแล้ว ผมเดินเข้าไปท่ามกลางซากของสิ่งที่เรียกว่าร้านหนังสือซึ่งตอนนี้เหลือเพียงชั้นหนังสือโล่งๆไม่กี่ชั้นกับเฟอร์นิเจอร์ที่มีคนแปะป้ายว่าจองแล้วเท่านั้น ผมยืนมองดูชั้นหนังสือเหล่านั้นด้วยความอาวรณ์ นึกถึงช่วงเวลาที่แวะเวียนมาที่นี่บ่อยๆ แม้ผมจะซื้อหนังสือออนไลน์บ่อยครั้งก็จริง แต่ผมก็ยังคิดถึงการเดินเลือกหนังสือตามชั้น สัมผัสและกลิ่นของหนังสือใหม่ สนุกไปกับการไล่สายตาหาหนังสือที่ต้องการไปทีละเล่ม และบางทีก็ทำให้เจอหนังสือเล่มอื่นที่น่าสนใจโดยบังเอิญ สิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถหาได้จากการสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ การล้มละลายของ Borders จึงเป็นสิ่งที่ผมอาจจะมีส่วนร่วมอยู่ด้วยก็ได้

I paid the cost too late and now you were gone.

ปล. หลังจากนั้นไม่กี่เดือนที่ตั้งของร้านหนังสือ Borders ก็ถูกแทนที่ด้วยร้านขายรองเท้าขนาดใหญ่ 

Thursday, June 12, 2014

อาหาร

ที่ซานฟรานซิสโกมีอาหารการกินที่หลากหลายมาก อาจจะเพราะเป็นเมืองที่มีผู้คนจากแต่ละทวีปมาอาศัยอยู่รวมกัน คุณจึงสามารถหาอาหารไทย จีน ฝรั่ง ญี่ปุ่น อิตาลี อินเดีย โมรอคโค กรีก ได้ตามย่านต่างๆกัน  ซึ่งผิดกับภาพที่ผมคิดไว้ในหัวอย่างสิ้นเชิง

ภาพที่ผมคิดไว้ในหัวก่อนมาอเมริกาคือ คนที่นี่กินแฮมเบอร์เกอร์กันเป็นอาหารหลัก ซึ่งพอมาอยู่จริงๆแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่ใช่เลย คนทั่วไปที่รักสุขภาพกินแฮมเบอร์เกอร์กันไม่บ่อย เนื่องด้วยร้านที่ขายแฮมเบอร์เกอร์โดยเฉพาะมีไม่ค่อยเยอะ อาหารอย่างเคบับยังหาง่ายกว่าเบอร์เกอร์สักชิ้นเสียอีก ที่น่าแปลกคือร้านอาหารฟาสท์ฟูดแฟรนไชส์ชื่อดังกลับหายากมาก และส่วนมากจะกระจัดกระจายไปรอบนอก ไม่ได้อยู่ในด้านตัวเมืองเป็นหลัก ฟาสท์ฟูดบางร้านถ้าอยากกินต้องขับออกไปถึงนอกเมืองเลยก็มี ร้านที่ขายอาหารแนวฟาสท์ฟูดส่วนมากจึงเป็นพวกร้านคาเฟ่ทั่วไป

แต่ถึงอย่างนั้นก็เหอะผมมีโอกาสไปใช้บริการแมคโดนัลที่ซานฟรานซิสโกครั้งแรกเพราะร้านนั้นตั้งอยุ่ใกล้กับโรงเรียนที่ผมไปเรียน ร้านตั้งอยู่บนถนน Market ตัดกับถนน New Montgomery ตัวร้านเป็นเหมือนห้องแถวเล็กๆที่ มืดและดูสกปรกมาก ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงเรียกว่าอาหารขยะกัน ก็ถ้าร้านมันสกปรกแบบนี้อาหารที่ออกมาก็น่าจะไม่ต่างกัน แมคโดนัลทีไทยนี่ยังสะอาดกว่าไม่รุ้กี่เท่า และที่หน้าร้านจะมีโฮมเลสสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเปิดประตูเพื่อหวังจะได้เศษเงินเล็กๆน้อยๆ มาซื้อแมคโดนัลกินประทังชีวิต

ถ้าคุณยังอยากกินแฮมเบอร์เกอร์แต่ยังห่วงใยในสุขภาพ ที่นี่ก็มี in & out burger ร้านอาหารฟาสท์ฟูดที่เหมาะสำหรับคนรักสุขภาพ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ที่เพื่อนผมบอกว่า เป็นเบอร์เกอร์ที่กินแล้วเฮลตี้ที่สุด อาจจะด้วยของที่ทำสดและใหม่ โดยเฉพาะมันฝรั่งทอด ที่นี่จะใช้มันฝรั่งสดฝานกันเดี๋ยวนั้นแล้วจับเอาไปทอดเลย ทำให้มันฝรั่งทอดของ in&out รสชาติต่างจากมันฝรั่งทอดร้านทั่วไป
แต่มันทอดก็คือมันทอดน่ะ จนบัดนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่ามันจะเฮลตี้ได้ยังไง

แล้วคนที่นี่ส่วนมากกินอะไรกันตอนเที่ยง

คนที่นี่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพกันมาก อาหารที่คนส่วนมากกินกันก็คือสลัด ยิ่งถ้าช่วงพักเที่ยงคุณลองไปเดินดูย่านทำงาน จะเห็นคนนั่งกินสลัดกันเต็มไปหมด ซึ่งตอนแรกผมแปลกใจมากเมื่อเห็นขนาดของชามสลัดที่ใหญ่และเยอะ ไม่คิดว่าจะกินกันหมด ผมเห็นคนกินสลัดผักแปลกๆชนิด(ที่ผม)ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน บางชนิดเหมือนไปเด็ดเอาหญ้าหน้าบ้านมาใส่จานกิน คนที่นีเคี้ยวผักไปนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์กลางแดดอ่อนๆกันเยอะมาก

ผมเองก็เพิ่งหัดกินสลัดเมื่อตอนทำงานนี่เอง หลังจากสมัยเรียนผมมักจะกินแต่ร้านอาหารจีนมาตลอดเพราะราคาถูก และผักที่ผมกินได้มีจำกัดอยู่ไม่กี่ชนิด เมื่อเปลี่ยนสังคมเข้าสู่สังคมทำงานที่เพื่อนร่วมงานกินสลัดกันเป็นปกติ(ของฝรั่ง) และไม่ค่อยมีใครอยากไปกินร้านอาหารจีนกับผม ผมเลยต้องปรับตัวลองหัดกินผักดูบ้าง โดยตอนแรกๆก็เลือกกินแต่ผักที่รู้จักหรือพอกินได้ ปรากฏว่ารสชาติไม่เลวเลย หลังๆผมเลยสามารถกินผักที่ไม่รู้จักได้

นอกจากร้านสไตล์คาเฟ่แล้ว ร้านอาหารบางร้านยังมีวิธีการขายอีกแบบคือให้เราตักเอง โดยมีอาหารหลายชนิดให้เราเลือกตักทั้งสลัด ไก่ย่าง ไล่ไปจนถึงข้าวผัด อาหารทั้งหมดนี้คุณจะตักเท่าไหร่ก็ได้เพราะเขาคิดราคาตามน้ำหนัก ตอนแรกๆผมที่ไม่เคยเจอร้านแนวนี้มาก่อนก็ตักน้อยไปบ้าง หนักไปบ้างซึ่งยิ่งหนักยิ่งแพง จนตอนหลังๆก็เริ่มที่จะกะน้ำหนักให้พอเหมาะกับราคาได้ นอกจากนี้บางร้านก็มีเทกนิคการขายที่ต่างกัน อย่างร้านที่ผมไปเป็นประจำก็มีโปรโมชั่นส่งเสริมการขายคือ ถ้าคุณตักได้น้ำหนักพอดี 1 ปอนด์ มื้อนั้นคุณไม่ต้องจ่าย และจากการฝึกชั่งน้ำหนักด้วยมือมาจนช่ำชอง ผมได้รางวัลกินฟรีจากร้านนี้มา 3 ครั้งแล้ว

แม้ที่อเมริกาจะมีร้านคาเฟ่มากมาย แต่อาหารที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นอเมริกากลับกลายเป็นอาหารจีน
อาหารจีนที่ซานฟรานซิสโก(และเมืองใหญ่ๆ)นั้นหากินง่ายมาก อารมณ์เหมือนร้านอาหารตามสั่งที่บ้านเราเลย แถมอาหารจีนบางอย่างที่ปกติจะหากินได้ต้องไปที่ภัตราคารจีนที่ไทย ที่นี่คุณสามารถซื้อกลับไปกินที่บ้านได้ง่ายๆเหมือนร้านข้าวแกงที่ไทยเลย ผมมักจะกินปลานึ่งเต้าซี่บ่อยๆ เพราะอร่อยและราคาถูก
เอาจริงๆ ผมรู้สึกว่ามาถึงอเมริกาแล้วก็ตอนที่กินอาหารจีนจากกล่องเนี่ยล่ะ

ร้านที่ผมชอบมากที่สุดคือร้านแถวบ้านเก่าย่าน Sunset ร้านนี้ชื่อว่า Cheung Hing อยู่ที่ถนน Noriega ตัดกับ 30 Avenue ร้านนี้ได้รับการโหวตว่าเป็ดย่างที่นี่ขึ้นชื่อมาก ตัวร้านจะมีลักษณะเป็นห้องแถวเดียว โดยด้านซ้ายมือจะเป็นที่นั่งติดกับผนังซึ่งมีอยู่ไม่กี่โต๊ะ และด้านขวาจะเป็นเคาเตอร์สำหรับวางถาดอาหารที่ทำเสร็จแล้วให้เลือกตัก ส่วนหน้าร้านติดกระจกจะเป็นที่แขวนเป็ดและหมูแดงหมูกรอบ ส่วนอาหารที่ต้องทำร้อนๆหรือผัดจะอยู่ในครัวข้างหลังร้าน

ครั้งแรกที่ผมไปกินที่ร้านนี้เกิดจากการเดินผ่านไปแถวนั้นหลังจากย้ายมาอยู่ ที่ Sunset ได้ไม่นาน ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าคุณเข้าไปในร้านอาหารจีน และเป็นคนเอเชียยิ่งอยู่ในย่านคนจีนอย่าง Sunset อีกด้วย คุณจะโดนทึกทักไปก่อนเลยว่าคุณน่ะเป็นคนจีน ผมและกิตเดินเข้าไปนั่งในร้าน พนักงานเสิร์ฟรุ่นป้าไว้ผมหน้าม้าเดินเข้ามาที่โต๊ะแล้ววางเมนูกระดาษที่เป็นแผ่นพับ 2 ใบไว้ให้ผมกับกิต
"โอต๋า โอต๋า"
ผมกับกิตมองหน้ากันแล้วบอกป้าเป็นภาษาอังกฤษว่าพวกผมไม่ใช่คนจีน ฟังภาษาจีนไม่ออกหรอก
"ไอโนว ไอโนว โอต๋า โอต๋า" ป้าพยักหน้ารัวๆ
แต่ผมกับกิตก็ยังงงว่าแกพยายามจะทำอะไรอยู่นั่นล่ะ จนป้าแกคงเริ่มทนไม่ไหวจึงพูดช้าๆว่า
"ว้อท วูด ยู ไล้ ทู โอ ต๋า"
มาถึงตอนนี้ผมกับกิตก็ถึงบางอ้อ ป้าแกหมายถึงออเดอร์นี่เอง ไม่ใช่โอต๋า ภาษาอังกฤษสำเนียงแมนดารินนี่แม่งฟังยากจริงๆ และหลังจากนั้นเราก็เรียกป้าแก(และร้านนี้)ว่าโอต๋ากัน

มีวันนึง ผม กิต บัว เราสามคนไปนั่งกินที่ร้าน เราสั่งอาหารกันตามปกติคือสั่ง 2 จานแล้วกินกัน 3 คน และโอต๋าก็แนะนำเมนูพิเศษของวันนั้น ซึ่งก็คือขนมจีบนี่เอง ขนมจีบที่ร้านนี้ไม่เหมือนขนมจีบที่เซเว่นหรือร้านทั่วไปที่เมืองไทย ถ้าให้เทียบขนาดก็น่าจะประมาณเอาขนมจีบที่ไทย 4 ลูกมัดติดกันแล้วเอาไปนึ่งออกมาเป็นลูกเดียว
บนโต๊ะมีเพียงซอสถั่วเหลืองและกระปุกใส่พริกจีนตำวางอยู่ แต่ไม่มีจิ๊กโฉ่ว ที่นี่เขากินขนมจีบกับซอสถั่วเหลืองกัน แต่บ้านเรากินกับจิ๊กโฉ่ว
ผมพยายามมองไปที่โต๊ะอื่นและหยิบขวดซอสขึ้นมาดม แต่ก็ไม่มีขวดไหนเป็นจิ๊กโฉ่วเลย
"หรือมันไม่มีวะพี่" กิตถามผม
"เออ ไม่รู้ว่ะ ว่าแต่จิ๊กโฉ่วที่นี่มันเรียกว่าอะไรวะ" ผมตอบ
"จิ๊กโฉ่วไง"
"เฮ้ย ที่นี่มันใช้จีนคนละแบบกับที่ไทยนะ ไม่น่าจะเรียกว่าจิ๊กโฉ่ว"
"ซอสเปรี้ยวรึเปล่าพี่"
พวกเราพยายามอธิบายลักษณะของจิ๊กโฉ่วให้โอต๋าฟัง ว่าเป็นซอสสีดำมีรสเปรี้ยวๆ เค็มๆ ไว้กินกับติ่มซำจะอร่อยมากเลย ทั้งเรียกเป็นภาษาอังกฤษ Sour source, Sweet soy source, Winergar Chinese style และอื่นๆตามแต่จะสรรหามาเรียกได้ โอต๋าแกก็ยังไม่เข้าใจว่าเราหมายถึงอะไร
สุดท้ายพวกเราก็ล้มเลิกความพยายามและยอมรับความพ่ายแพ้ในการหาจิ๊กโฉ่ว นี่เราต้องกินขนมจีบกับซอสถั่วเหลืองสินะ
"เออ แม่งอยู่ที่นีมันหาจิ๊กโฉ่วยากจังวะ" ผมบ่น
โอต๋าซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นหันกลับมาแล้วพูดว่า
"จิ๊กโฉ่ว ยู ว้อน จิ๊กโฉ่วอา"
แล้วก็แวบเข้าไปหลังร้านก่อนจะออกมาพร้อมกับขวดจิ๊กโฉ่วในมือ
เรื่องบางเรื่องแม่งก็คิดกันเยอะเกิน

Wednesday, June 11, 2014

มิดไนท์เมจิก

สองทุ่มแล้ว ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปตั้งแต่เมื่อ 5 โมงเย็น ฤดูหนาวแบบนี้แม้ตอนกลางวันจะมีแดดแรงแต่ตอนกลางคืนก็ทั้งหนาวและมืดเร็วกว่าปกติ ท้องฟ้าคืนนี้ดูปลอดโปร่ง ดาวบนฟ้าออกมาเริงร่าแต่ยังไร้ซึ่งแสงจันทร์ และคืนนี้หมอกหนามาก ผมกำลังเดินกลับบ้านอยู่บนถนน Bush ตามเส้นทางการเดินปกติเหมือนที่เคยเดินอยู่ทุกวัน ถนนเส้นเดิม สภาพแวดล้อมรอบข้างเดิม และตึกข้างทางเดิมๆ แต่คืนนี้มีอะไรบางอย่างบอกผมว่าจะมีสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม

ผมเดินหลบอากาศหนาวที่พยายามจะแทรกผ่านรอยตะเข็บของเสื้อแจ๊กเกตหนังตัวโปรดทุกครั้งที่ผ่อนฝีเท้าลง และตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงเรียก

"อากาศคืนนี้นี่มันดีจริงๆนะ คุณว่างั้นมั้ย"

ผมหันไปมองหาต้นเสียง เงาที่ยืนอยู่ในมุมมืดขยับตัวให้เห็นลางๆว่าเป็นชายสวมเสื้อโค้ทและสวมหมวกทรงอ่อน มันมืดเกินกว่าที่ผมจะเห็นหน้าเขาได้ชัด

"อืม ผมก็ว่างั้นแหละ" ผมชอบอากาศหนาวนะแต่ตอนนี้มันอาจจะหนาวเกินไปหน่อย

ชายคนนั้นค่อยๆก้าวเข้ามาใต้แสงไฟ จากการคาดคะเน ผมคิดว่าเขาน่าจะอายุราวๆ 50 ปี ผมสีดอกเลาและหนวดก็สีเดียวกัน เขาใส่เสื่อโค้ทเก่ามีรอยปะและเย็บบ่งบอกถึงการผ่านการใช้งานมาแล้ว มือของเขาซุกอยู่ในกระเป๋า

"คุณจำผมได้ไหม" ชายแปลกหน้าถาม เสียงของเขาลึกแต่นุ่ม

ผมเริ่มไม่แน่ใจและลังเลว่านี่ผมเคยคุยกับชายคนนี้มาก่อนหรือนี่มันลูกไม้อะไร

"เอ ผมว่าไม่นะ" ผมตอบ

"คุณเรียนที่ xx ไม่ใช่หรอ" ชายแปลกหน้าเอ่ยชื่อโรงเรียนที่ผมเคยเรียน

"อืม ก็ใช่นะ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว" ผมเพิ่งจบการศึกษาจากที่นั่นมาเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง

"แต่ผมน่ะ จำคุณได้นะ" ชายคนนั้นตอบแล้วเคลื่อนตัวมาอยู่ริมทางเดินอีกข้าง

ผมพยายามค้นลิ้นชักความทรงจำของผม เผื่อจะเจอเรื่องเกี่ยวกับชายแปลกหน้าคนนี้บ้าง

"เอ คุณเป็นโมเดลในคลาสวาดรูปรึเปล่า" ผมพยายามให้ไม่เงียบ

"ไม่ ไม่ใช่นะ" เขาตอบ

ผมกลับไปทบทวนความทรงจำอีกที มีบางอย่างในตัวเขาที่คล้ายกับอาจารย์สอนวิชาปั้นของผม อาจจะเป็นที่วัยและสีผมของเขา

"คุณเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมิดไนท์ เมจิกไหม" ชายคนนั้นถาม

"อืม มิดไนท์เมจิก ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ" ผมตอบแบบจนปัญญา

ผมคิดว่าผมเห็นแววผิดหวังฉายวูบในตาเขา

เขาเงียบสักพักก่อนจะพูดว่า

"เรื่องนี้น่ะ มีคนเคยทำเป็นหนังมาด้วยนะ"

ตกลงคุยกันมาตั้งนานนี่เรื่องหนังหรอกหรอ ผมคิดในใจ

"อ้า ใช่ มีคนเคยทำหนังเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ว่ามันก็ผ่านมาตั้งกว่า 7 ปีแล้วล่ะนะ และมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวผมเอง ผมนี่ล่ะคือมิดไนท์เมจิก"

"คุณนี่นะคือมิดไนท์เมจิก" ผมประหลาดแกมระคนใจ(อย่างกับว่ารุ้ว่ามันคืออะไร)

"ใช่ ผมนี่ล่ะ" มิดไนท์เมจิกตอบ

"ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หลายๆอย่างก็เริ่มเปลี่ยน คุณไม่สามารถรักษาสภาพที่คุณเป็นให้เหมือนเดิมได้ตลอดกาล บางครั้งคุณก็จะเป็นต้องเปลี่ยนมัน"

ถึงตอนนี้ผมรู้สึกอย่างกับตัวเองอยู่ในหนังสักเรื่องหนึ่ง

"คุณเป็นคนจิตใจดีไหม" มิดไนท์เมจิกถาม

"อืม ไม่นะ ผมว่าจิตใจผมหยาบมากเลย" ผมตอบอย่างสัตย์แท้

เขาดูประหลาดใจกับคำตอบผม หรือภาษาผมไม่ดีพอทำให้คำที่พูดออกมาไม่มีความหมาย

"ผมหมายถึง" เขาหาคำพุด

"คุณเคยคิดอยากทำอะไรดีๆเพื่อคนอื่นไหม"

"ผมก็เคยนะ แต่ไม่บ่อย" ผมตอบอย่างไม่แน่ใจ

"มันก็แล้วแต่" ผมตอกย้ำความไม่แน่ใจเข้าไปอีก

เขายิ้มให้ผมและพูดขึ้นมาว่า

"ดีเลย คืนนี้ผมมีบททดสอบบางอย่างให้คุณ"

ผมเริ่มมองไปรอบๆตัวเผื่อจะเจอกล้องแอบถ่ายและทีมงานที่จะวิ่่งเข้ามาบอกผมว่าผมอยู่ในรายการล้อกันเล่น

"คุณเคยได้ยินชื่อ คอเดอร์ ไหม มิดไนท์เมจิกถาม

"ไม่เคยเลย มันคืออะไรหรอ" ทำไมคืนนี้มีแต่เรื่องที่ผมไม่รู้เลยนะ

"มันเป็นสถานที่เล็กๆข้ามสะพานโกลเด้นเกทไป" มิดไนท์เมจิกเฉลย

"บ้านผมอยู่ที่นั่น"

อ้อ เขามาจากนอกเมืองนี่เอง มิน่าล่ะ

"ผมมักจะมาที่นี่เดือนละ 2 ครั้ง" มิดไนท์เมจิกพูดต่อ

"เพื่อช่วยพวกโฮมเลสน่ะ"

และด้วยความบังเอิญ มีโฮมเลสคนหนึ่งเดินผ่านเขาด้านหลังพอดี โฮมเลสคนนั้นมองมิดไนท์เมจิกเหมือนรู้จักกัน และขอเศษควอเตอร์จากเขา

"อย่าเพิ่ง อย่าเพิ่ง ไม่ใช่ตอนนี้" เขาตอบโดยไม่แม้แต่ชายตาไปมอง

โฮมเลสคนนั้นดูผิดหวังมาก เลยเดินคอตกจากไป

"โชคไม่ดีว่า วันนี้หลังจากที่ผมมาช่วยเหลือผู้คนในเมืองแล้ว" มิดไนท์เมจิกพูดต่อหลังจากโฮมเลสคนนั้นหายไปจากสายตา

"ผมถึงนึกขึ้นได้ว่า ผมลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่บ้านและโทรศัพท์ผมก็แบตหมดแล้วเสียด้วย"

"อ้อ คุณไม่มีค่ารถกลับบ้านสิงั้น" ผมสรุป

"โอ ไม่ๆ ผมเอารถมา" เขาล้วงหาอะไรบางอย่างในกระเป๋าเสื้อโค้ท
 
"ค่าที่จอดรถมัน 36$"

แม่ง โคตรคลาสสิก ผมคิดในใจ

"แต่ตอนนี้ผมมี่แค่ 32$" มิดไนท์เมจิกจบประโยคด้วยเสียงเศร้า

"ขาดอีกแค่ 4 สิงั้น" ผมตัดตัวเลือกที่เหลือออกหมด

ถ้าคุณเป็นผม คุณจะทำยังไง คุณจะให้เงินเขาหรือจะเดินจากไป

ผมหยิบกระเป่าตังค์ออกมาและหยิบเงิน 4 ดอลให้เขาทันที ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าอะไรดลใจหรือว่าผมอาจโดนเวทย์มนต์จริงๆเข้าแล้วก็ได้

"โอ ขอบคุณมาก" เขาตอบอย่างดีใจแกมประหลาดใจที่ผมยื่นเงินให้เขาได้เร็วขนาดนี้ จากนั้นเขาจึงหยิบเงินของผมไปรวมกับเงินของเขา

"คุณชื่ออะไร" มิดไนท์เมจิกถาม

"ผมชื่อตอย" ผมบอกชื่อของผมไป

"ผมอลัน" มิดไนท์เมจิกแนะนำตัวและยื่นมือมาให้ผมจับ

"โอเค คุณอลันผู้เป็นมิดไนท์เมจิกผู้นี้นี่เอง"

"นั่นล่ะผมละ" อลันตอบ

"เอาล่ะ คุณอลัน มิดไนท์เมจิก โชคดีและราตรีสวัสดิ์นะครับ" ผมกล่าวอำลา

"ขอบคุณ คุณก็เช่นกันนะ" อลันกล่าวลาผมและขยับตัว

อะไรบางอย่างทำให้ผมหลุดคำถามสุดท้ายออกมา

"ผมจะเจอคุณอีกไหม"

อลันหันมามองผมแต่ไม่ตอบอะไร เขายิ้มและเดินผ่านแสงไฟจากถนนสู่เงามืดของฤดูหนาว
กว่าผมจะรู้สึกตัว เขาก็หายไปกับหมอกที่หนาเสียแล้ว

ลาก่อน มิดไนท์เมจิก

คนแปลก

ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่แปลก ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือ ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่รวมคนแปลกไว้มากที่สุดเท่าที่เมืองเล็กๆเมืองหนึ่งจะทำได้ คนแปลกที่ผมหมายถึงไม่ใช่คนบ้า แต่เป็นคนที่มีสติสตังครบถ้วน สามารถถามได้ตอบได้ และประกอบอาชีพดำรงชีวิตในสังคมตามปกติได้ คนแปลกเหล่านี้อาศัยอยู่ในซานฟรานซิสโก ผมไม่รุ้ว่าอะไรมาก่อนกัน เมืองซึ่งดึงดูดคนแปลกทำให้เมืองแปลก หรือคนที่อาศัยอยู่ในเมืองแปลกทำให้กลายเป็นคนแปลก

ยังไงก็แล้วแต่ เรื่องแปลกแบบนี้ทำให้การนั่งเฉยๆดูผู้คนที่ผ่านไปมาก็เป็นเรื่องน่าสนุกสำหรับผม

คุณสามารถพบเห็นคนแปลกได้ตามสถานที่ทั่วไป อย่างร้านสะดวกซื้อ ผมต่อคิวจ่ายเงินที่วอลกรีน ระหว่างที่ยืนรออยู่ตรงแคชเชียร์ ผมหันไปเห็นคนที่ยืนจ่ายเงินอยู่ข้างๆซึ่งเป็นป้าฝรั่งแล้วก็ต้องแปลกใจ ผมไม่ได้แปลกใจกับทรงผมของป้าแก่ที่แกมัดผมของแกเป็นจุกเล็กๆเต็มหัว เพราะเป็นทรงปกติของที่นี่ แต่ผมแปลกใจสิ่งที่แกซื้อ บนโต๊ะแคชเชียร์ข้างหน้าป้าแกมีแม่กุญแจอยู่ 5 แพค แม่กุญแจที่ว่าก็เป็นแม่กุญแจปกติที่ไว้ใช้ล็อคกระเป๋าเดินทางที่สนามบินกัน ขนาดไม่เล็กเกินไปนัก ใน 1 แพคก็มีแม่กุญแจ 2 ตัวและลูกกุญแจอีก 4 ดอก รวมแล้วป้าแกซื้อแม่กุญแจไปทั้งหมด 10 ตัว ซึ่งคนทั่วไปหากเดินทางอาจใช้กระเป๋าใบนึง แม่กุญแจ 2 ตัวหรือแพคเดียวก็น่าจะพอแล้ว หรืออย่างมากกระเป๋า 2 ใบก็น่าจะใช้แค่ 4 ตัว

เออ แปลกดี จะซื้อแม่กุญแจไปทำอะไรเยอะแยะขนาดนั้น ผมคิดในใจ

และผมก็ต้องถึงบางอ้อเมื่อมองไปที่กระเป๋าสะพายของป้าแก กระเป๋าสะพายของป้าแกมีลักษณะเหมือนกระเป๋าเดินป่าใบเล็กๆ คือมีช่องซิปอยู่เต็มไปหมด และทุกตัวซิปของแกมีแม่กุญแจล็อคอยู่ นอกจากนี้แกยังห้อยแม่กุญแจไว้ตรงสายสะพายอีกต่างหาก และตรงห่วงที่ไว้ใช้ห้อยของของกระเป่าแกก็มีพวงกุญแจที่ประกอบไปด้วยแม่กุญแจมาห้อยติดๆกัน รวมทั้งกระเป๋าและที่แกกำลังซื้อเพิ่มนี่ผมกะคร่าวๆว่าน่าจะมีแม่กุญแจสักเกือบร้อยตัวเลย ผมเห็นแล้วนึกถึงองคุลีมาลขึ้นมาทันที
ป้าแกจะกลัวอะไรหายขนาดนั้นนะ และที่สำคัญแกจะจำได้หรอว่าแม่กุญแจอันนี้ใช้กับลูกกุญแจตัวไหน

หรือแม้แต่ตามท้องถนนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น วันนั้นขณะที่ผมเดินไปทำงานตามปกติ และเห็นคุณยายคนหนึ่งเดินไปพร้อมกับหุ่นชักของแกอยู่

เออ แม่งแปลกดีแฮะ ผมคิดว่ามันน่าสนใจดีและอยากรู้ว่าทำไมคุณยายคนนี้ถึงมาเดินเชิดหุ่นชัก

หุ่นชักที่ว่ามี 2 ขา มีตัวกลมๆ ที่เต็มไปด้วยขนสีส้มจัด และมีคอที่ยาว ดูรวมๆแล้วหุ่นชักตัวนี้ดูคล้ายๆกับนกกระจอกเทศ คุณยายกำลังพาเจ้าหุ่นชักของแกเดินอยู่ ที่ว่าเดินเนี่ยคือเดินจริงๆ คุณสามารถเห็นขาเล็กๆของเจ้าหุ่นชักที่ว่าเนี่ยขยับทีละก้าวๆตามสเตปการเดินปกติไม่มีผิด

ผมเดินช้าๆ จับตามองคุณยายอยู่ในระยะห่างๆ แล้วคุณยายก็หยุดอยู่ที่หน้าร้านเพชรแห่งหนึ่ง
ผมสงสัยว่าคุณยายกำลังทำอะไร จึงหยุดดูบ้าง แล้วจึงเห็นว่า คุณยายกำลังชักเจ้าหุ่นชักของแกเล่นกับคนในร้าน ซึ่งคนในร้านที่เป็นพนักงานก็เล่นกับแกตอบเสียด้วย หลังจากเล่นสักพักหุ่นชักก็โบกมือ(เท้า) ลาพนักงานในร้านและเดินต่อ

ผมเลยเดินตามคุณยายต่อและสงสัยว่าไอ้หุ่นชักนี่มันคืออะไร แล้วจะเก็บไอ้ความสงสัยนี่ไว้ทำไมเล่า ผมเลยหันไปทักคุณยาย

"สวัสดีครับ"

"โอ้ สวัสดีจ๊ะ" คุณยายยิ้มให้ และเหมือนคุณยายจะเห็นเจ้าตัวสงสัยบนหน้าผม แกจึงพูดต่อว่า

"ฉันพาหมามาเดินเล่นน่ะ" คุณยายบอกพร้อมกับชักเจ้าหุ่นชักมาเดินข้างๆผม

ตกลงว่าไอ้หุ่นชักนี่คือหมาของคุณยายแกสินะ

"เขาชื่อแชมป์น่ะ ฉันตั้งตามทีมไจแอนท์(ทีมเบสบอลประจำเมืองที่เพิ่งได้แชมป์เวิล์ดซีรีย์) เพราะเขามีขนสีส้มกับตาสีดำเหมือนกันไง"

"อ้อ น่ารักดีนี่ครับ" ผมตอบและลูบหัวแชมป์

ตอนนี้เจ้าแชมป์เริ่มดมขากางเกงผมและกระโดดเขยงๆ

"ให้เจ้าแชมป์หอมแก้มหน่อยสิ เขาชอบเธอนะ" คุณยายบอก

"เอ้อ.... เอา(ไงก็เอากัน)สิครับ" ผมตอบแล้วก้มลงให้เจ้าแชมป์หอมแก้ม

หลังจากเจ้าแชมป์หอมแก้มผมเสร็จ ผมก็กล่าวลากับคุณยายแล้วเดินต่อ แต่ก็ยังทันที่จะเห็นว่าคุณยายแกก็ก้าวขึ้นรถของแกที่จอดอยู่แถวนั้น รถของแกเป็นรถเบนซ์สปอร์ตเสียด้วย

บริษัท(ในตอนนั้น)ที่ผมไปทำงานเองก็เป็นบริษัทพัฒนาเกมขนาดเล็ก พนักงานจึงมีจำนวนไม่เยอะ แต่เน้นคุณภาพหมายความว่าพนักงานแต่ละคนจะมีความสามารถเฉพาะทางของแต่ละคน และรับผิดชอบงานเฉพาะด้านต่างกัน ส่งผลให้แต่ละคนในบริษัทมีคาแรกเตอร์ที่เป็นเอกลักษณ์ คือทุกคนมีความแปลกอยู่ในตัว ซึ่งตอนแรกๆผมก็ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่ระยะหนึ่งก่อนจะเคยชินกับความแปลกเหล่านี้

เรเชล มาเนเจอร์สาวประจำบริษัท ผู้ใช้เวลาว่างไปกับการปีนเขาและเป็นหน่วยอาสาสมัครกู้ภัย

ดุ๊ก ที่ไปยิมเพื่อเล่นโยคะวันละ 3 เวลา และผมไม่เคยเห็นเขากินอะไรเลยนอกจากโปรตีนเชก

โจ ที่ไม่ว่าผมจะมาเร็วมาช้า กลับเลทขนาดไหนผมก็มักจะเห็นโจที่บริษัทเสมอ บางครั้งผมเข้ามาเอาของที่ลืมไว้ในวันสุดสัปดาห์ก็ยังเจอโจ

จอห์น ผู้เป็นผู้จัดการโรงแรมมากว่า 15 ปี มีวันหนึ่งเขาลาออกจากเงินเพื่อไปเรียนอนิเมชั่นและเข้าทำงานพร้อมกับผม

เดฟและแคม ผมเข้ากับสองคนนี้ได้ดีมาก อาจจะด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันและความชอบคล้ายกัน คือทั้งแคมและเดฟต่างก็ชอบเล่นเกมและอนิเมะญี่ปุ่นเหมือนกัน

แอนดี้ เป็นแฟนสตาร์เทรคตัวยง และแฟนสาวของเขาก็ด้วย งานแต่งงานของเขาจึงจัดขึ้นในตีมสตาร์เท รคที่ลาสเวกัส นอกจากนี้แอนดี้ยังเป็นแชมป์อาเขตเกม Mortal Kombat อีกด้วย ทำให้ที่บริษัทมีตู้เกมอาเขตที่แอนดี้ได้มาเป็นรางวัลตั้งอยู่

จิม พี่ชายของแอนดี้ผู้คลั่งไคล้บอร์ดเกมและ Game of Thrones วันที่หนังสือเล่มล่าสุดออกตอนนั้น จิมได้ส่งอีเมลเวียนในบริษัทว่าเขาขอลาป่วยสัก 2-3 วัน แต่ทุกคนรู้ว่าจิมลาไปอ่านหนังสือ

โอเรน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท อดีตนายทหารจากอิสราเอลผู้ผันตัวมาเป็นโปรแกรมเมอร์ ช่วงที่ทำเกม FPS จอห์นก็ไปขอความเห็นเรื่องการอนิเมทท่าทางการขว้างระเบิดมือที่ถูกต้องจากโอเรนอยู่เสมอ

โครี่ ผู้หน้าเหมือนเครโทสจาก God of Wars ตอนสมัยที่โครี่ยังมีผมที่ยาวสลวยนั้น เขาเคยเล่น MV Metal Rock มาก่อน ภาพโครี่ผมยาวโยกหัวจนแทบจะหลุดช่างต่างกับภาพในตอนนี้มาก

แต่คนที่แปลกสุดในบริษัทผมน่าจะเป็นเซอร์เก้

เซอร์เก้เป็นคนรัสเซีย และสเตริโอไทป์ของคนรัสเซียคือ หน้านิ่ง เดาอารมณ์ไม่ออก และดูพัวพันกับองค์กรลับใต้ดินเสมอ ในช่วงแรกๆที่ผมเข้าทำงาน ผมตกใจกับเซอร์เก้มาก เพราะเวลาทำงานบางครั้งเขาก็จะโวยวายขึ้นมาว่า

"แม่งเอ้ย"

"อะไรของมันวะ"

"ยัดห่า โค้ดตัวนี้นี่"

"เขียนแบบนี้ เอามีดมาแทงกูเลยเหอะ"

"กูแม่งทนไม่ไหวแล้ว พอกันที"

(จริงๆเขาพูดว่า เอฟนาย เอฟฉัน เอฟโน่นเอฟนี่นะครับ แต่ผมแปลไทยให้เข้ากับบริบทของความรู้สึกของเซอร์เก้ในตอนนั้น)

ผมและจอห์นซึ่งตอนนั้นทำงานกันไม่นาน พากันตกใจคิดว่าเซอร์เก้จะต้องสติแตกและลาออกแน่ๆ แต่หลังจากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเกิน 10 ครั้ง ผมกับจอห์นก็เลิกคิดเรื่องเซอร์เก้จะลาออก และหันมาสนุกกับปฏิกริยาของพนักงานใหม่ที่เพิ่งได้ยินเซอร์เก้โวยวายครั้งแรกแทน

แม้เซอร์เก้จะตั้งใจทำงานทุกวันเต็มที่ แต่เวลาบริษัทมีงานสังสรรค์ คุณจะไม่เห็นเงาของเซอร์เก้เลย อาจจะเป็นเพราะไม่ชอบปาร์ตี้หรือสุงสิงกับคนในขณะที่คนอื่นอยากสุงสิงกับเซอร์เก้
เรเชล มาเนเจอร์สาวประจำบริษัทเคยบอกเซอร์เก้ว่า

"นี่เซอร์เก้ ถ้านายยังชิ่งงานปาร์ตี้ที่บริษัทอีก ระวังคนจะเกลียดนายนะ"

เซอร์เก้ตอบโดยไม่ละสายตาจากจอคอมว่า "ฉันรู้น่ะเรเชล ฉันรู้ แม่ฉันบอกฉันตอนเด็กเสมอว่า โอ เซอร์เก้ ลูกต้องรักตัวลูกเองนะ เพราะไม่มีใครรักลูกเลย"

แต่ถึงจะแปลกขนาดไหน เซอร์เก้ก็เป็นคนเก่งมาก และตรงต่อเวลามากอีกด้วย ทุกๆ 10 โมงเช้า เซอร์เก้จะมาถึงที่ทำงาน แล้วพอ 6 โมงเย็นตรงเผง เซอร์เก้จะปิดจอคอม สวมแจ๊คเกต และกล่าวสายัณสวัสดิ์กับทุกคนก่อนจะเดินออกจากบริษัท ถ้าวันไหนมาสาย เซอร์เก้จะส่งอีเมลเวียนในบริษัทว่า วันนี้เขามาสาย xx นาที ดังนั้นตอนเย็นเขาจะอยู่ต่ออีก xx นาที หรือถ้าวันไหนเขาจะออกก่อนเวลาเขาก็จะส่งอีเมลเวียนบอกทุกคนว่า วันนี้เขาจะกลับเร็วดังนั้นวันนี้เขาจะกินข้าวเที่ยงที่โต๊ะ

ผมหลงคิดว่าตัวผมเองเป็นคนปกติท่ามกลางผู้คนแปลกประหลาดในบริษัทอยู่นาน จนวันหนึ่งขณะที่ผมไปกินอาหารเที่ยงกับเพื่อนร่วมงานตามปกติ

"นายนี่แปลกนะ" โจพูดขึ้นมา

"นายว่าไงนะ" ผมถามขณะที่กำลังพยายามบีบซอสมะเขือเทศที่เหลืออยู่ก้นขวด

"ก็มีใครกินสลัดกับซอสมะเขือเทศบ้างล่ะ" โจบอก

ผมก้มลงไปมองดูจานสลัดตรงหน้าที่ตอนนี้มีสีแดงจากซอสเขือเทศไปค่อนจาน

"แปลกตรงไหน เขาก็กินกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ" ผมบอกพลางหยิบขวดมัสตาร์ดขึ้นมา

"ไม่จริง" โจแย้ง

"ทำไมนายยังมีมะเขือเทศในสลัดนายเลยล่ะงั้น" ผมบุ้ยไปที่จานสลัดของโจซึ่งมีมะเขือเทศฝานบางๆอยู่

"นั่นมันมะเขือเทศ แต่นายใส่ซอสมะเขือเทศ" โจตอบ

"ใช่ ไม่มีใครใส่ซอสมะเขือเทศลงในสลัดหรอก นายน่ะแปลก" เดฟพูด

"ใช่ แปลกจริงๆ" โจสำทับ

"ชั้นก็ว่าคุณน่ะแปลก" พนักงานเสิร์ฟสาวที่เดินมาเสิร์ฟน้ำช่วยสำทับอีกรอบ

ผมหันไปหาจอห์นที่กำลังเคี้ยวเนื้อเบอร์เกอร์อยู่เต็มปากเพื่อขอตัวช่วย จอห์นยักไหล่เหมือนบอกผมว่า ฉันน่ะก็ว่านายแปลกมาตั้งนานแล้ว 

ผมมองที่สลัดชุ่มซอสมะเขือเทศในจานแล้วมองทุกคนไปรอบๆก่อนจะใช้ส้อมตักสลัดแล้วจิ้มมัสตาร์ดบางๆขึ้นมาเคี้ยวช้าๆ

นั่นสิ เมืองนี้นี่มันแปลกจริงๆ

Tuesday, June 10, 2014

เซย์ไฮ

ช่วงที่ภาษาอังกฤษของผมยังไม่ลื่นไหนนัก ผมมักมีปัญหาเวลาพูดคุยกับคนแปลกหน้า คือการไม่รู้จะคุยอะไร ยิ่งในช่วงเวลาเร่งด่วน ทำให้ยิ่งนึกเรื่องที่จะยกขึ้นมาพูดไม่ออก หรือบางครั้งหากได้รับคำชมจากคนแปลกหน้า และคุณไม่รู้จะพูดอะไรตอบ

เพื่อนอเมริกันผมเคยแนะนำว่า ถ้าคุณไม่รู้จะพูดอะไร ให้พูดขอบคุณก็พอแล้ว

"If you have nothing to say, just say Thank you"

ครั้งหนึ่งผมถามจอห์นว่า
"เฮ้ จอห์น เวลาที่เราทักกันตอนเช้านะ นายถามฉันว่าเป็นยังไงบ้างนี่ นายถามเพราะนายอยากรู้ว่าตอนนั้นฉันเป็นยังไงจริงๆ หรือมันเป็นแค่คำทักทายเฉยๆหรอ"
ที่ผมถามเพราะบางครั้งเวลาเจอเพื่อนที่ไม่สนิทหรือคนแปลกหน้าเดินสวนกันตามท้องถนน บางครั้งเขาก็ทักทายกันว่า "Hey, how it's going" แล้วก็เดินจากไปเลย ไม่แม้แต่จะรอคำตอบ ผมเลยสงสัยว่าหรือจริงๆแล้วไอ้คำพวกนั้นมันใช้ทักทายกันเฉยๆ

จอห์น มองลอดแว่น ก่อนจะตอบผมเหมือนอากงสอนหลานว่า
"นี่น่ะ คนอื่นอาจจะไว้ทักทายกันเฉยๆ แต่ฉันเป็นเพื่อนนาย ฉันก็ถามเพราะอยากรู้สารทุกข์สุขดิบของนายน่ะสิ"
ใช่เลย เพราะผมรู้จักจอห์น และจอห์นรู้จักผม บทสนทนาของเราจึงมักเป็นมากกว่าคำทักทายตามมารยาท และต้องการคำตอบเสมอ

แต่บางครั้งบทสนทนาจากคนแปลกหน้าก็อาจต้องการคำตอบเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เวลาผมไปสั่งอาหารตามร้านคาเฟ่ทั่วไป บทสนทนามักจะเป็นเช่นนี้

"สวัสดีครับ รับอะไรดีครับวันนี้"

"ขอซีซ่าสลัดใส่ไก่นะครับ"

"ทั้งหมด 7.99$ ครับ เป้นอย่างไรบ้างครับวันนี้"

"ห่ะ อะไรนะครับ"

"วันนี้งานที่คุณทำยุ่งไหมครับ"

"อ้อ ก็พอควรนะครับ"

"โอ พอควรหรอครับ งั้นก็แปลว่ายุ่งน่ะสิ ว่าแต่วันนี้อากาศดีนะครับ"

"อ้า ใช่ครับ"

"นี่ครับ สลัดของคุณให้ใส่ถุงไหมครับ อ้อ ไม่หรือครับ ขอบคุณครับ กินให้อร่อยนะครับ" พนักงานจบบทสนทนาพร้อมยื่นอาหารเที่ยงของผมมา

เวลาเจอบทสนทนาเช่นนี้ ผมมักจะไม่ทันตั้งตัวเพราะมัวแต่คิดถึงอาหารเที่ยงของผม ถามคำตอบคำ ผมไม่รู้จะคุยอะไรนอกจากเรื่องอาหาร และไม่รุ้ว่าพนักงานอยากรู้จริงๆหรือว่างานที่ผมทำเป็นอย่างไร แล้วถ้าผมอธิบายไปเขาจะเข้าใจไหม ที่สำคัญมีคนต่อคิวรอออเดอร์ข้างหลังผมอีกเพียบเลย ถ้าเรื่องที่ยกมาคุยมันยาวเกินไปคงไม่สะดวก

ในมุมองคนขาย การพูดคุยกันทำให้เกิดความสนิทสนมกันง่ายขึ้นและรุ้สึกเป็นกันเอง และเขาเหล่านั้นอาจกลายมาเป็นลูกค้าประจำของร้านคุณก็ได้ แต่ก็ไม่แน่เสมอไป
 
ผมมักจะแวะซื้อเครื่องดื่มชูกำลังผสมกาแฟ ยี่ห้อ Monster ที่ร้านขายของชำเล็กๆใกล้บริษัทอยู่เสมอ ทั้งที่ตรงหัวมุมถนนนี่ก็มีร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง Walgreen ตั้งอยู่ สาเหตุไม่มีอะไรมากเพราะที่ร้านขายของชำนี้ขายเจ้าเครื่องดื่มตัวนี้ถูกกว่า Walgreen น่ะสิ เมื่อแวะบ่อยเข้าจึงเริ่มทักทายทำความรู้จักกับเจ้าของร้าน เจ้าของร้านชื่ิอฮาเมจ ฮาเมจเป็นชาวตะวันออกกลางร่างสูง เขาทำร้านนี้กับน้องชายของเขา และผมมักจะไปถึงร้านเขาตอนที่เขาเพิ่งเปิดร้านในตอนเช้าเสมอ  พอตอนหลังผมเปลี่ยนจากเครื่องดื่มชูกำลังมาเป็นชาเขียวผสมมะนาวยี่ห้อ Arizona แทน ซึ่งเจ้าชาเขียว Arizona ที่ร้านนี้ก็ยังราคาถูกกว่าที่ร้านสะดวกซื้อ Wallgreen ที่อยู่หัวมุม

จนวันนึง ฮาเมจแนะนำผมว่า อย่ากินชาเขียวของ Arizona บ่อยเลย เพราะมันมีน้ำตาลเยอะ ให้ลองชาเขียวของยี่ห้ออื่นดีกว่า แล้ว ฮาเมจก็ชี้ไปที่ชาเขียวสูตรปราศจากน้ำตาลของ itoen ผมจึงลองชาเขียวยี่ห้อนี้ตามคำแนะนำของฮาเมจ ก่อนจะพบว่าที่ Walgreen ขาเขียวยี่ห้อนี้ราคาถูกกว่าที่ร้านของฮาเมจ
และตั้งแต่นั้นมาผมก็ไป Walgreen แทนเพื่อซื้อชาเขียวตามที่ฮาเมจแนะนำ การเป็นกันเองกับลูกค้าอาจซื้่อใจลูกค้าไม่ได้ทุกคน โดยเฉพาะลูกค้าราคาประหยัดเช่นผม

 ส่วนในฐานะลูกค้า การถามสารทุกข์สุบดิบกับพนักงานก็อาจจะช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ให้เขาได้บ้าง ไม่ใช่เป็นแค่หุ่นยนต์ไว้สำหรับรับออเดอร์ แต่ทำให้เขารุ้สึกว่ามีเลือดเนื้อและเป็นคนเหมือนกัน

ผมอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่งที่คนเขียนเล่าให้ฟังว่าเธอมักจะไปซื้อแซนวิชหรือสลัดที่ร้านนึงประจำแถวที่ทำงาน และทุกครั้งจะเห็นพนักงานที่แคชเชียร์คนหนึ่งหน้ามุ่ยตลอดเวลา
พนักงานหน้ามุ่ยคนนั้นรับออเดอร์แบบเหนื่อยหน่ายและดูขี้หงุดหงิด เมื่อถึงคิวของคนเขียนเธอจึงสั่งออเดอร์ พนักงานก็รับออเดอร์ด้วยท่าทีซังกะตาย เธอจึงถามหนักงานว่า "วันนี้ดูงานยุ่งนะ เหนื่อยมั้ยคะ" พนักงานเมื่อได้ยินดังนั้นจึงระบายให้เธอฟังว่าตั้งแต่เช้าวันนี้เจออะไรมาบ้าง ลูกค้างี่เงาแบบไหนเข้ามาบ้าง เมื่อบ่นเสร็จแล้วดูเธออารมณ์ดีขึ้น และจัดการออเดอร์ให้เธออย่างใจเย็น หลังจากนั้นพนักงานคนนั้นก็ยิ้มแย้มให้เธอและลูกค้าคนอื่นเสมอ

ผมอ่านบทความชิ้นนั้นด้วยความรู้สึกประทับใจ มิน่าเล่า เวลาไปสั่งอาหารตามร้านคาเฟ่ทั้งหลาย พนักงานที่แคชเชียร์จึงมักจะคุยสั้นๆกับลูกค้าก่อนและหลังรับออเดอร์ ตัวผมเอง(ในตอนนั้น)ก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนเหมือนกัน แล้วทำไมผมจะไม่ทำการให้กำลังใจแก่คนทำงานเช่นกันบ้างเล่า

ผมซึ่งพกความมั่นใจเข้ามาเต็มเปี่ยมจึงรอจังหวะเช่นนั้นบ้าง จังหวะที่จะให้กำลังใจกับคนทำงานเหมือนกัน
และจังหวะนั้นก็มาถึงเมื่อบ่ายวันหนึ่งผมบังเอิญแวะไปที่ร้านพิซซ่าแห่งหนึ่งแถว อิตาเลี่ยนทาวน์
ที่ร้านนั้นมีคิวก่อนหน้าผมอยู่ 2-3 คิว พนักงานในร้านเป้นชาวเม็กซิกัน 2 คน คนนึงกำลังตักพิซซ่าออกจากเตา อีกคนทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ ทั้งสองคนนั้นหน้าตาดูอิดโรย

แถวอิตาเลียนทาวน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวนี่ นักท่องเที่ยวคงเยอะแถมทั้งร้านมีแค่ 2 คน งานต้องหนักแน่เลย ผมคิดในใจ

จากนั้นผมจึงเตรียมลำดับขั้นตอนในใจไว้ว่า เมื่อถึงคิวของผม ผมจะกล่าวทักทาย และถามสารทุกข์สุขดิบของพนักงาน อาจจะแสดงความเห็นใจสักหน่อย แล้วจึงค่อยสังออเดอร์ เมื่อพนักงานได้รับกำลังใจจากผมแล้ว เขาก็จะฮึดและมีแรงตั้งใจทำงานมากขึ้น และที่สำคัญพิซซ่าของผมจะต้องอร่อยและเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจของเขา

ผมรอจนถึงคิวของผมจากนั้นจึงเดินเข้าไปที่เคาเตอร์ และเริ่มแผนการที่คิดไว้
 
"อ้า สวัสดีครับ วันนี้สบ"

"สั่งมา!" พนักงานรับออเดอร์ที่แคชเชียร์ตัดจบ

"ปะ..เปปเปอโรนี"

ผมรับพิซซ่ามาและนั่งแทะเงียบๆอยู่หน้าร้าน การจะทำอะไรแต่ละอย่างบางทีมันก็ต้องดูจังหวะเหมือนกันนะ

Monday, June 9, 2014

เพื่อนบ้าน

หลังจากย้ายมาอยู่อพาทเมนท์ในเมืองได้สักพัก ผมก็เริ่มออกสำรวจละแวกบ้านว่ามีอะไรบ้าง
ทั้งสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ร้านของชำ ร้านซักผ้า และ ร้านอาหารราคาประหยัดต่างๆ รวมถึงเส้นทางการเดินไปทำงาน ซึ่งทำให้ผมสังเกตเห็นว่าทุกๆเช้าช่วงเวลาประมาณ 9.00 - 9.30 ถ้าผมออกจากอพาทเมนท์และเดินไปทำงานในช่วงเวลานั้น ผมมักจะเห็นลุงฝรั่งคนหนึ่งจูงหมาออกมาเดินเล่นในตอนเช้าเสมอ และเวลาเดินผ่านกันลุงแกก็มักจะยิ้มให้และกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดีเสมอ

หลังจากอาทิตย์นึงผ่านไปกับการกล่าวทักทายกันทุกเช้า ผมจึงเดาได้ว่าลุงแกคงอาศัยอยู่แถวนี้ละมั้ง และก็เป็นจริงแบบที่ผมคิด ลุงแกอาศัยอยู่อพาทเมนท์ข้างๆตึกที่ผมอยู่นี่เอง ผมเจอลุงขณะที่แกกำลังไขกุญแจเปิดประตูรั้ว

"อรุณสวัสดิ์ครับ" ผมกล่าวทักทายตามปกติ

"อรุณสวัสดิ์ๆ" ลุงแกกล่าวทักทายอย่างอารมณ์ดี

"เธอเพิ่งย้ายมาอยู่แถวนี้หรือ ยินดีต้อนรับนะ ฉันชื่อเจฟ แล้วเธอล่ะชื่ออะไร"

"ผมตอยครับ"

"ยินดีที่ได้รู้จักนะตอย โชคดีล่ะ"

"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ" ผมยิ้มรับก่อนเดินไปทำงาน

นอกไปจากนี้สิ่งที่ทำให้ผมจำลุงเจฟได้ดีก็คือ ลุงเจฟมีหมาชื่อมิสเตอร์ทอบบี้

มิสเตอร์ทอบบี้เป็นหมาพันธุ์  อเมริกัน ค๊อกเกอร์ สแปเนียล ซึ่งน่าจะมีอายุมากแล้ว ผมสังเกตุจากแววตาที่ดูขุ่นมัวแต่ยังแฝงความกระตือรือล้นอยู่ มิสเตอร์ทอบบี้มีขนสีน้ำตาลผสมเทาซึ่งถ้าดูไกลๆจะเหมือนพรมเช็ดเท้าเปียกๆเลอะโคลนที่ปล่อยให้แห้งพอหมาดๆบนบันได ก่อนจะเอาน้ำยาปรับผ้านุ่มราดลงไปแล้วจึงผึ่งให้แห้งสนิท หรือพูดได้อีกอย่างว่า ขนของมิสเตอร์ทอบบี้แม้จะดูสกปรก แต่ก็สะอาดและนุ่มมาก

"ลูบหัวมันได้นะ มิสเตอร์ทอบบี้เขาชอบ" ลุงเจฟอนุญาต


ผมก้มลงไปลูบหัวมิสเตอร์ทอบบี้ก่อนจะเอื้อมมือไปที่หูมัน ผมน่ะชอบเกาหลังหูให้หมาเพราะรู้ว่ามันชอบ และผมก็ชอบเพราะรู้ว่ามันชอบ

"โอ้ แต่อย่าไปจับหูมันนะ เดี๋ยวหูมันจะหลุดน่ะ" ลุงเจฟสำทับขึ้นมา

ผมชะงักพร้อมหยุดมือที่เกือบจะถึงหูมิสเตอร์ทอบบี้อยู่รอมร่อแล้ว มิสเตอร์ทอบบี้หันมาดมมือผมและเลียจมูกมันเอง ผมไม่แน่ใจว่าหูของมิสเตอร์ทอบบี้อยู่ตรงไหนเพราะมันดูเหมือนกันไปหมด ก้อนสีเทาที่เหมือนพรมเช็กเท้าส่งแววตาดำขลับจ้องตอบมาที่ผม เหมือนมันกำลังรอว่าผมจะเล่นกับมันยังไง ผมจึงหันไปตบพุงมันเบาๆแทน มิสเตอร์ทอบบี้เอาคางเกยเข่าผมและหลับตา เหมือนอยากให้ผมเกาต่อไปเรื่อยๆ ผมลูบหัวมิสเตอร์ทอบบี้อย่างระมัดระวังก่อนจะลุกขึ้นยืน

"เอาล่ะ ผมไปทำงานแล้วนะลุงเจฟ" ผมกล่าวจบบทสนทนาช่วงเช้ากับลุงเจฟ

"โอเค โชคดีนะตอย" ลุงเจฟโบกมือให้ผมขณะที่มิสเตอร์ทอบบี้ก็กระดิกหางให้

ผมโบกมือลาลุงเจฟก่อนจะเดินไปทำงาน

ลุงเจฟแม้จะชรามากแล้ว แต่แกยังนิยมการเดินเล่นอยู่เสมอ ความเร็วในการเดินของลุงเจฟช้ามาก ช้าประมาณว่าถ้าผมเดินออกมาจากอพาทเมนท์แล้วเจอแกเดินอยู่ข้างหน้าตึกพอดี ผมสามารถกล่าวทักทายแก และคุยเล่นกับมิสเตอร์ทอบบี้ ก่อนจะค่อยๆเดินเลือกเพลงในไอพอดแล้วข้ามถนนไปซื่อของที่ร้านหัวมุมของบล๊อกถัดไป แล้ววกกลับมาทางเดิม ผมจะยังสามารถกล่าวทักทายแกทันอีกรอบก่อนแกจะเลี้ยวพ้นมุมถนนไป

เราทักทายกันเป็นประจำทุกเช้า ผมสังเกตุว่าลุงเจฟเป็นที่ชื่นชอบของคนละแวกบ้านผม เห็นได้จากการกล่าวทักทายทุกคนที่แกเจอในตอนเช้าด้วยสีหน้ายิ่มแย้ม และคนเหล่านั้นก็ทักทายลุงเจฟตอบ  บางครั้งผมเห็นคนแถวนั้นจูงมิสเตอร์ทอบบี้ไปเดินเล่น หนุ่มบ้าง สาวบ้างตามแต่โอกาส ผมคิดว่าลุงเจฟคงเป็นที่รักของคนแถวนี้พอควร ผู้คนที่อยู่อาศัยตึกเดียวกับแกหรืออยู่แถวนั้นจึงเป็นมิตรกับลุงเจฟและยินดีให้การช่วยเหลือยามที่ลุงเจฟไม่สะดวก และลุงเจฟเป็นเพือนกับเจ๊

เจ๊เป็นฝรั่งร่างไม่สุงนัก ใบหน้าได้รูป จมูกโด่งเป็นลำ ผมยาวสลวยสีทองซึ่งเจ๊แกชอบมัดไว้บ่อยๆ ถึงแม้เจ๊จะมีอายุแต่ก็ยังดูออกว่าสมัยรุ่นๆ เจ๊คงดูดีไม่น้อย แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นน่าจะเป็นนัยน์ตาสีฟ้าที่เป็นประกายแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย

ผมพบเจ๊ตั้งแต่ช่วงแรกๆที่มาอยูที่อพาทเมนท์แห่งนี้ เจ๊ยืนสูบบุหรี่อยุ่หน้าตึก ผมลงไปซักผ้า
เราได้แต่มองกันไปมองกันมาไม่ได้ทักทายอะไรกันมากนัก จนมีวันนึงผมหิ้วตะกร้าผ้ากลับมาจากร้านซักผ้าที่อยุ่เยื้องหัวมุมตรงข้ามถนนที่ผมอยู่
ผมเห็นเจ๊นั่งอยู่ที่บันไดหน้าตึก สูบบุหรี่อยู่เงียบๆคนเดียว และสายตาเราสบกัน
ผมคิดในใจว่า เอาน่ะ รู้จักกันไว้ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรเพราะเราก็อาศัยอยู่ที่ตึกเดียวกัน
ผมเดินเข้าไปหาเจ๊แล้ววางตะกร้าผ้าลงข้างตัว จากนั้นผมกล่าวแนะนำตัวกับเจ๊
เจ๊ยื่นมือให้ผมจับ มือของเจ๊นุ่มมาก แกเล่าว่าแกอาศัยอยู่ที่ตึกนี้มานานแล้ว
บทสนทนาวันนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการแนะนำตัวและเจ๊ให้ผมเรียกแกว่าเจ๊
เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายหมากรุกตัวโคร่ง กับผมหางม้าที่กวัดแกว่ง
แววตาเจ๊ดูเศร้าสร้อยเหมือนมีเรื่องราวในอดีตที่คอยฉุดรั้งความสุขของแกไปเสมอ
บางครั้งเหมือนแกต้องการคนคุยด้วยหรือคนปลอบใจ คนที่จะคอยรับฟังเรื่องราวของอดีตที่ผ่านมา

ถ้ามีใครสักคนคอยรับฟังแกก็คงดี ซึ่งผมไม่อาจทำเช่นนั้นได้
บทสนทนาของเราจึงเป็นแค่เรื่องสั้นๆ ทักทายถามไถ่กันเรื่องลมฟ้าอากาศหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มชนิดไหน ที่ดีต่อผิวและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เจ๊เป็นคนสูบบุหรี่จัดมาก ผมมักจะพบเจ๊ขณะที่แกคีบบุหรี่อยู่หน้าตึกเสมอ แม้บุหรี่จะไม่ดีต่อสุขภาพแต่ผมเชื่อว่าเจ๊แกก็คงรู้ดีอยู่แล้ว ผมจึงไม่ไปก้าวก่ายเรื่องการรักษาสุขภาพของแก หรือจริงๆแล้วแกอาจไม่ต้องการสุขภาพที่แข็งแรงยืนยาวก็เป็นได้ จะมีประโยชน์อะไรหรือหากเราสามารถอยุ่ได้ยาวนานแต่เพียงคนเดียว

บางทีบุหรี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้แกสามารถระบายความรู้สึกที่อยู่ภายในลึกๆออกมาได้แรงๆก็ได้

เหตุการณ์ก็ดำเนินไปอย่างปกติจนถึงเดือนมิถุนายน
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ปลายเดือนที่อากาศกำลังดี แดดจัด ลมไม่หนาวเหมาะแก่การซักผ้ายิ่งนัก
ผมจีงจัดการหิ้วตะกร้าผ้าลงมาและเดินไปที่ร้านซักผ้าฝั่งตรงข้าม
ผมไม่เจอเจ๊ยืนดูดบุหรี่อยู่หน้าตึก จะว่าไปผมไม่เห็นเจ๊มา 2-3 วันแล้ว
เมื่อผมซักผ้าเสร็จผมจึงเดินข้ามถนนกลับไปที่ตึก ผมเห็นคนกลุ่มนึงแต่งตัวชะเวิบชะวาบเดินสวนมา อาจจะด้วยอากาศที่ร้อนกำลังดี เสื้อแจ๊คเกตจึงกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป้นสำหรับวันนี้ เสื้อเกาะอกแสนสั้นกับกระโปรงเหนือเข่าจึงเหมาะกับแดดของบ่ายวันอาทิตย์ซะมากกว่า และผมสีชมพู บ้างเขียวและบ้างทอที่ผสมกากเพชรสะท้อนเป็นประกายยิ่งทำให้เตะตาผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างยิ่ง

ผมไม่กล้ามองมากเพราะเกรงจะเสียมารยาท จึงหลบสายตาและเดินเบี่ยงไปทางด้านข้าง และตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงเรียก

"ประหลาดใจไหมจ๊ะ" เสียงนั้นคุ้นหูผมมาก เป็นเสียงที่ผมเคยได้ยินมาหลายครั้ง

ผมหันกลับไปดูปรากฏว่าเป็นเจ๊

เจ๊ที่ปกติจะใส่เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตแขนยาวตัวโคร่งเสมอ แต่มาวันนี้เจ๊อยู่ในชุดเกาะอกรัดรูป ชุดนั้นรัดแน่นจนเนินอกที่อวบอิ่มของเจ๊แทบจะทะลักออกมา กระโปรงที่สั้นซะจนไม่อาจจะกั้นลมหนาวที่ไหลผ่านได้ และถุงน่องลายตาข่ายที่ถักกันเป้นเหมือนใยแมงมุมที่ไม่สามารถดักแมลงได้สักตัว
ผมไม่รู้มาก่อนว่าเจ๊จะซ่อนรูปขนาดนี้  ถึงแม้การแต่งตัวของเจ๊จะผิดไปจากทุกวันทำให้ภาพลักษณืที่ผมมองเจ๊ว่าเป็นคนสุภาพเรียบร้อย ถูกบิดเบี้ยวและวาดขึ้นใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง ผมไม่รู้ว่าสิ่งไหนคือตัวตนของเจ๊ ผมรู้แค่ว่า วันนี้ดูเจ๊มีความสุขและเริงร่าเป็นพิเศษ แล้วผมมีสิทธิอะไรที่จะไปตัดสินตัวตนของคนอื่นได้จากรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าเจ๊มีความสุขและไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนั่นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วไม่ใช่หรือ

เจ๊ยิ้มและสบตาให้ผม

ผมยิ้มและโบกมือทักทายให้เจ๊ก่อนจะเดินต่อไปตามทาง ผมหิ้วตะกร้าผ้าเดินเข้าไปในตึก และขณะที่ผมกำลังหยิบกุญแจจะไขเข้าไปในห้อง

ผมก็นึกอะไรบางอย่างออก

ก็วันนี้มันวัน SF pride นี่หว่า



ปล. เจ๊ชื่อเต็มว่า เจสัน
ปล.2 ลุงเจฟกับเจ๊สนิทกันมาก ถึงขนาดด่ากันว่า เย็ดแม่ง ในบทสนทนาได้อย่างลื่นไหล

Sunday, June 8, 2014

Folsom st fair

เชื่อว่าเวลาพูดถึงซานฟรานซิสโก นอกเหนือไปจากสะพานโกลเด้นเกทแล้วอีกสิ่งหนึ่งที่คนส่วนมากนึกถึงคือเป็นเมืองเกย์มีเสรีภาพ โดยมีย่านสำหรับชุมชนชาวเกย์ชื่อดังคือย่าน Castro แต่จริงๆแล้วจะเกย์หรือไม่เกย์ก็อยู่ที่ไหนในซานฟรานซิสโกได้ตามปกตินะครับ แค่ย่านนั้นขึ้นชื่อเท่านั้นเอง โดยเมืองซานฟรานซิสโกเอง มีกิจกรรมที่ขึ้นชื่อประจำเมืองก็คือ เกย์พาเหรด หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า The San Francisco Lesbian, Gay, Bisexual, and Transgender Pride Celebration แต่โดยทั่วไปชาวซานฟรานซิสโกจะรู้จักกันในชื่อสั้นๆว่า San Francisco Pride

งานพาเหรดนี้ถือเป็นงานสำคัญประจำปีของซานฟรานซิสโกเลยทีเดียว ตัวงานพาเหรดจะจัดในวันอาทิตย์ช่วงปลายเดือนมิถุนายนของทุกปี ขบวนจะเริ่มเดินไปตามถนน Market ประมาณ 10 โมง โดยมีการกัันถนน Market ไว้สำหรับขบวนพาเหรดโดยเฉพาะ และมีการทำที่นั่งแสตนด์เป็นระยะให้คนนั่งดูกัน ในขบวนพาเหรดจะประกอบไปด้วยขบวนของกลุ่มเลสเบี้ยน เกย์ ไบ ทรานเซ็กช่วล (LGBT) และกลุ่มอาสาสมัคร องค์กร และห้างร้านต่างๆที่สนับสนุนสิทธิความเท่ัาเทียม งานขบวนพาเหรดที่จัดขึ้นกันทุกปีนั้นได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากคนเป็นจำนวนมาก โดยทุกๆปีคนดูก็มากันเนื่องแน่นเต็มสองข้างทางทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศก็มักจะบินมาเยี่ยมชมขบวนพาเหรดกันเป็นประจำทุกปี

ผมเองก็คิดว่างานนี้เป็นสีสันของซานฟรานซิสโก

นอกจากงาน San Francisco Pride แล้วยังมีอีกหลายงานเช่น Folsom Street Fair, Love festival ตัวงานมีลักษณะเป็นบล๊อกปาร์ตี้ ซึ่งเปิดกว้างมาก(เท่าที่ผมเห็นแค่ภายนอกนะ) ผมเดินไปตามถนนดูผู้คนทั้งหญิงชายออกมาเล่นสนุกกัน ทุกคนดูเป็นมิตรต่อกันไม่ว่าจะมาจากชาติไหนก็ตาม บางคนเพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกก็ทักทายกันอย่างดูดดื่ม ในตัวงานผมเห็นคนทำกิจกรรมกันหลากหลาย ตั้งแต่นั่งเฉยๆ ไปจนถึงชนิดที่ว่าคุณลองจินตนาการอะไรที่มันฮาร์ดคอร์มาเหอะ แม่งมีคนทำแบบนั้นในงานแน่นอน ซึ่งถ้าคุณสนุกกันภายในบริเวณที่เขากำหนดก็ถือว่าไม่ผิดกฏหมาย ผมเองยังเห็นตำรวจยืนดูกันอยู่เลย แต่พอเก็บงานทุกคนก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ คือบ้าอย่างมีขอบเขตและที่สำคัญคือเคารพกฏหมาย ผมเห็นแล้วนึกถึงงานสงกรานต์ที่ไทยที่เล่นกันทั่วเมือง ถ้าเราจัดเขตให้เล่นก็น่าจะเป็นระเบียบกว่าและไม่เดือดร้อนคนที่ไม่เล่นอีก ด้วย

ภายในงานนั้นมีกิจกรรมและ งานออกร้านต่างๆ โดยนอกจากร้านอาหารที่มาออกงานแล้วยังมีร้านขายของ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายเครื่องหนัง( แนวSM) ร้านของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย (แนวเฉพาะกลุ่ม) หรือเทปหนัง (สารคดี) และของเล่น(ของผู้ใหญ่) ในตัวงานก็มีกิจกรรมให้ร่วมสนุก การแสดงโชว์ศิลปะ หรือมาจับกลุ่มพูดคุยกันเองก็ได้ ซึ่งคนที่มามุงก็มีทั้งคนที่มาร่วมงานและคนที่มาสังเกตุการณ์เฉยๆ อารมณ์ประมาณว่าอยากรู้ว่างานนี้เป็นยังไงก็ลองมาดูสักครั้งละกัน (เช่นผมเป็นต้น) ทีนี้จะแยกได้ไงว่าคนไหนเป็นคนมาร่วมงาน คนไหนมาสังเกตุการณ์ เราแยกกันง่ายๆคือ คนที่มาสังเกตุการณ์ส่วนมากจะเป็นนักท่องเที่ยว การแต่งกายก็จะปกติ เสื้อยืดแจ๊คเกตอะไรก็ว่าไป แต่ถ้าคนที่มาร่วมงานเนี่ย จะมีตั้งแต่คอสตูมสุดครีเอทีฟเหมือนงานคานนิวัลที่บราซิล ไล่ไปจนถึงชุดหนังโซ่แส้ ไปจนถึงไม่ใส่อะไรเลยก็มี และที่สำคัญคือไม่ผิดกฏหมายด้วย

ผมเดินดูร้านขายของแปลกๆหลากชนิด จนกระทั่งมาถึงซุ้มการแสดง ซึ่งตอนนั้นการแสดงรอบต่อไปกำลังจะเริ่ม ผมจึงหยุดรอดูด้วยความอยากรู้ว่ามีการแสดงอะไรกัน แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้น คุณลุงชาวเอเชียเดินออกมาในชุดยูคาตะ แกเดินมาตรงกลางลานพร้อมกับสาวเอเชียในชุดคลุมอาบน้ำลายดอกไม้ โดยที่ตรงกลางลานมีเพียงเสาไม้อยู่ 2-3 ต้น จากนั้นคุณลุงก็หยิบเชือกขนาดยาวออกมาถือในมือ และให้สาวคนนั้นยืนเอามืออ้อมเสาไว้ จากนั้นลุงแกก็เริ่มมัด แกขยับข้อมือและพันเชือกอย่างรวดเร็วและมีสเตป เพียงไม่นานสาวเจ้าคนนั้นก็ถูกเชือกมัดอย่างมีศิลปะ คนดูรอบข้างตบมือให้กับศิลปะการมัดเชือกของคุณลุง คุณลุงโค้งคำนับก่อนจะไปหยิบเชือกที่มีขนาดสั้นกว่าอันแรกมาไว้ในมือ จากนั้นแกก็เริ่มเฆี่ยน ซึ่งก็น่าจะเจ็บแหละแต่ก็อาจจะสนุกของเขาละมั้ง

ผมยืนมุงอยู่สักพักจนซึมซับความงามของศิลปะชนิดนี้พอควรแล้ว จึงถอยหลังออกเพื่อจะเดินไปที่อื่นต่อ แต่ก็ต้องพบกับคุณลุงชาวจีนที่ขวางทางอยู่ คุณลุงชาวจีนข้างหลังผมยืนทำหน้าเหมือนเห็นผี แกยืนนิ่งไม่ขยับ ตาแกเหลือกโพลงเหมือนคนหายใจไม่ออกที่กำลังโมโหสุดขีด ร่างแกสั่นเทิ้มเล็กน้อย คิ้วของแกตอนนั้นเลิกขึ้นสูงจนแทบจะแตะปีกหมวกที่แกใส่อยู่แล้ว ด้วยความสงสัยว่าแกเห็นอะไร ผมจึงหันไปมองตามสายตาแก ภาพที่เห็นคือหนุ่มฝรั่งผมทองคนหนึ่งใส่แว่นตาดำที่เข้าคู่กับรองเท้าหนังมันขลับ ซึ่งมีแค่นั้นจริงๆ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแค่รองเท้าหนังและแว่นดำ แต่สิ่งที่ทำให้คุณลุงชาวจีนตกใจน่าจะเป็นการที่เจ้าหนุ่มฝรั่งนั้นกำลังรับผิดชอบตัวเองอยู่ โดยไม่ต้องการให้คนอื่นมาช่วยเหลือเลย  ผมเดินปลึกมาเงียบๆและหวังว่าคุณลุงชาวจีนคนนั้นจะไม่ช๊อกตายไปเสียก่อน งานเทศกาลแบบนี้อาจไม่ใช่สำหรับทุกคนก็ได้ 

ระหว่างที่ผมคิดว่าสมควรแก่เวลาในการเรียนรู้ของวันนี้แล้วและกำลังหาทางออกอยู่ ผมก็พบกับคุณตานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นยืนอยู่กลางสี่แยก คุณตานักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นใส่เสื้อกั๊กสีเทา กางเกงขาสั้น สะพายเป้ที่หลังและห้อยกล้องตัวโตที่คอ สิ่งที่ทำให้ผมตรึงใจคือสีหน้าเปื้อนยิ้มของแก แกเดินยิ้มไปกดชัตเตอร์ไป สักพักแกก็หยุดและยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหนพลางลดกล้องลงและค่อยๆหันไปมองรอบๆตัวช้าๆ ผมคิดว่าคุณตาชาวญี่ปุ่นคนนี้กำลังซึมซับบรรยากาศงานเทศกาลที่น่าจะเหมือนสวรรค์สำหรับแกอยู่ ที่สำคัญคือตาแกเยิ้มจนกลายเป็นสระอิเหมือนในการ์ตูนเป๊ะ
คิมูจิ เดส

Saturday, June 7, 2014

มาเรียนหรือมาทำงาน

รุ่นพี่ผมเคยบอกผมตอนที่เริ่มเรียนไปได้สักพักว่า คนที่มาเรียนต่อที่นี่มีอยู่ 2 แบบ คือมาเรียน และมาหางาน (ในสายงานที่เรียน) บางคนมาเรียนเพื่อที่จะให้ได้ใบปริญญา และบางคนมาเรียนเพื่อเป็นใบเบิกทางในการทำงานในสายงานที่นี่ การจะมาเรียนแบบไหนไม่สำคัญตราบเท่าที่คุณไม่ลืมว่าเป้าหมายในการมาเรียนที่นี่ของคุณคืออะไร เอาล่ะ ถ้าคุณตั้ีงใจจะมาเรียนเพื่อหางานผมมีคำแนะนำบางอย่างให้

การจะก้าวเข้ามาในอุตสหกรรมได้ สิ่งสำคัญอันดับแรกคือก้าวแรก จะก้าวแรกสู่สังเวียนรึสู่ที่ไหนไม่สำคัญ ตราบเท่าที่คุณสามารถก้าวเข้ามาอยู่ในสายงานที่คุณหาได้ ทีนี้การที่จะมาก้าวแรกหลังจากเรียนจบนี่อาจจะเป็นก้าวที่ยากเสียหน่อย เพราะบริษัทส่วนมากเขามักจะต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการทำงานมาบ้างแล้ว จะกี่ปีก็ว่าไป 
แล้วถ้าเราไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อนล่ะ จะทำยังไงดี คำตอบที่ง่ายๆน่าจะเป็น ก็ไปหาประสบการณ์ในการทำงานสิ อาจจะเริ่มจากการทำโปรเจคนักเรียนด้วยกัน หรือบางโรงเรียนจะมีการทำ Elaborative Project โดยเป็นการรับงานจริง ใช้จริง จากบริษัทจริงๆ ให้นักเรียนจริงๆรวมกลุ่มกันทำงานตั้งแต่ต้นจนเสร็จออกมาสมบูรณ์ ภายใต้การควบคุมของโปรดิวเซอร์จากบริษัทจริงๆ แน่นอนว่างานนี้ทำฟรีไม่มีค่าจ้างจริงๆให้จับต้อง สิ่งที่คุณจะได้กลับมาคือประสบการณ์และพอร์ทเพิ่มขึ้นมาอีกชิ้นที่มีเครดิตว่าได้ใช้งานจริง

แต่ถ้าคุณอยากทำที่บริษัทจริงๆ สถาพแวดล้อมแท้ๆ ไม่ใช่ห้องแลปที่โรงเรียนล่ะ จะมีใครที่ไหนรับเด็กจบใหม่หรือยังไม่จบมาทำงานไหม ผมขอแนะนำให้ใช้วิธีเริ่มง่ายๆด้วยการฝึกงาน

การฝึกงาน(ในสายที่ผมเรียนนะ)ที่อเมริกาจะต่างกับที่ไทยคือ ไม่ใช่ว่าคุณจะไปขอจดหมายหัวเรื่องและให้ทางภาควิชาเซ็นรับรองว่าคุณเป็นนักศึกษาจากที่นี่ มาทำเรื่องขอฝึกงานเพื่อประโยชน์ในการประกอบวิชาในภายภาคหน้าหรือจำเป็นต้องมาฝึกอย่างเสียมิได้ ไม่งั้นหนูจะเรียนไม่จบอาจารย์ก็ด่า ที่บ้านก็ไม่ให้อภัย ฯลฯ วิธีที่ว่ามาทั้งหมดใช้ไม่ได้กับที่นี่
ถ้าคุณอยากฝึกงานคุณก็ต้องจัดการด้วยตัวเอง โรงเรียนไม่ได้บังคับ จริงอยู่ว่าบางโรงเรียนคุณสามารถใช้การฝึกงานเป็นหน่วยกิตที่โรงเรียนได้ แต่ผมไม่แนะนำ เรื่องอะไรจะต้องมาเสียค่าหน่วยกิตแพงๆแลกกับการฝึกงานเล่า สู้ฝึกงาน(เพราะอยากฝึก) แล้วเก็บหน่วยกิตไปลงวิชาที่เป็นประโยชน์ไม่ดีกว่าหรือ เอาเป็นว่าตอนนี้คุณอยากฝึกงานละ คุณควรจะทำยังไงต่อ สิ่งสำคัญอันดับแรกเลยคือ

เดโมรีล 

รุ่นพี่เคยแนะนำผมว่า เราควรจะทำเดโมรีลทุกครั้งหลังจบเทอม เพื่อเป็นการอัพเดทงานและเช็กว่าฝืมือเราพัฒนาขึ้นจากเทอมก่อนขนาดไหน เดโมรีลที่ดีไม่ควรมีขนาดยาวมากยิ่งสมัยยูทูปแบบปัจจุบันความอดทนของคนก็สั้นลง ตัวผมเองตอนส่งเดโมรีลมาสมัครเรียนที่นี่ ผมส่งเดโมรีลที่มีความยาวเกือบ 10 นาทีไปและเมื่อเปิดให้ไดเรกเตอร์ดู แน่นอนว่าเขาดูไม่จบ เดโมรีลของผมในตอนนั้นคือการจับยัดงานทุกชิ้นที่เคยทำมาตั้งแต่เกิด(และหัด3D) มาให้เข้าดู สิ่งที่ได้คือความเปะปะและไม่มีจุดที่จะให้คนที่ดูงานของเราเข้าใจว่าเรากำลังนำเสนออะไร จากการคุยกับเพื่อนและปรึกษาเรื่องเดโมรีลกับรุ่นพี่หลายคนทำให้ได้ข้อสรุปว่าเดโมรีลไม่ควรเกิน 3 นาที เพราะหากนานกว่านั้นความสนใจของคนจะถูกสิ่งอื่นเบี่ยงเบนไป เช่นคลิปยูทูปที่ดูค้างไว้หรือกระทู้ที่ยังอ่านไม่จบ ดังนั้นเดโมรีลควรจะสั้น ชัดเจนและโชว์ให้คนที่ดูจับได้ว่าจุดเด่นของงานคุณคืออะไร เช่นถ้าคุณเป็นโมเดลเลอร์ สิ่งสำคัญคือคุณควรเลือกงานที่แสดงความสามารถในการปั้นของคุณได้ชัด หรือถ้าเป็นอนิเมเตอร์สิ่งสำคัญคือแสดงให้เห็นว่าฝีมือและความเข้าใจในการอนิเมทเป็นอย่างไร  และเมื่อเรามีเดโมรีลแล้วเราก็พร้อมที่จะร่อนอีเมลไปสมัครงานตามที่ต่างๆได้ 

เดี๋ยวยังก่อน ยังขาดสิ่งสำคัญไปอีกนิดนัดคือ จดหมายแนะนำตัว (cover letter) และ ประวัติการทำงาน (resume) 2 สิ่งนี้อาจดูเป็นเรื่องเผินๆไม่น่าจะมีอะไร แต่ก็มีความสำคัญเหมือนกันชนิดที่ว่าโรงเรียนที่ผมเรียนซึ้งเป็นโรงเรียนอาร์ทโดยเฉพาะนั้น มีการเปิดคลาสสำหรับการเขียนเจ้าจดหมายแนะนำตัวและประวัติการทำงานเลย (แน่นอนว่ารวมดึงเดโมรีลด้วย) โดยส่วนมากเนื้อหาของ cv ก็คือเนื้อหาของอีเมลที่เราส่งไปสมัครงานนั่นเอง ส่วนเดโมรีลกับเรซูเม่นั้น คุณอาจทำเป็นลิ่งค์ส่งไปยังเวบไซท์พอร์ทของคุณหรือจะแนบเป็นไฟล์ท้ายอีเมลไปก็ได้ และเท่านี้คุณก็พร้อมที่จะหางานแล้ว

เรื่องที่สำคัญสำหรับนักเรียนต่างชาติที่ต้องการจะหางานในสายอาชีพ หลังเรียนจบคือ เรื่องของวีซ่าทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากคุณไปทำงานโดยที่มีแต่วีซ่านักเรียน แล้วไม่มีวีซ่าทำงาน นายจ้างคุณจะไม่สามารถรับคุณเข้าโดยถูกกฏหมายได้เลย  
แล้วเราจะทำยังไงถึงจะได้วีซ่าทำงานล่ะ
คำตอบคือให้นายจ้างออกให้ โดยตัววีซ่าทำงานยอดนิยมสำหรับนักศึกษาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโทคือ วีซ่า H1B ซึงมีโควต้าต่อปีในจำนวนจำกัด(ควรจะเช็กจำนวนโควต้าปีต่อปีเผื่อมีการอัพเดท) โดยจะมีจำนวนนึงเก็บไว้ให้สำหรับปริญญาโทโดยเฉพาะ ตัววีซ่าจะเริ่มเปิดให้ทำการยื่นเรื่องตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนและช้าสุดคือเดือนสิงหาคม จากนั้นจะเริ่มทยอยออกให้ช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งถึงคุณจะยื่นเรื่องในช่วงระยะเวลาดังกล่าวแต่ถ้าจำนวนโควต้าของวีซ่า H1B หมดแล้ว คุณก็ไม่สามารถจะขอวีซ่าดังกล่าวได้

ทีนี้ปัญหาก็จะมีอยู่ว่าถ้าเราไม่ได้ทำงานให้นายจ้างเห็น เขาจะกล้าออกวีซ่าทำงานให้เราทันทีที่เรียนจบเลยหรอ  ถ้าคุณมีความสามารถเตะตาตั้งแต่แรกพบและนายจ้างของคุณพร้อมที่จะสนับสนุนอยู่แล้ว เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าไม่ล่ะ คุณอาจต้องการเวลาสักช่วงนึงในการพิสูจน์ตัวเองให้นายจ้างคุณเห็น ด้วยเหตุนี้สำหรับนักศึกษาทั้งปริญญาตรและปริญญาโทในช่วงก่อนเรียนจบ เราสามารถดำเนินการขอใบอณุญาตทำงานชั่วคราวหรือ บัตร Optional Practical Training (OPT) ได้ โดยโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลจะสามารถทำเรื่องขอบัตร OPT นี้ให้เราจาก  United States Citizenship and Immigration Services (USCIS)ได้ ซึ่งคุณควรเช็กตั้งแต่ตอนสมัครเลยว่าโรงเรียนที่เราไปเรียนสามารถออกตัว OPT ให้ได้ไหม (ในกรณีที่คิดจะหางานตามสายงานต่อ) และควรทำเรื่องขอล่วงหน้า 1 เทอมก่อนเรียนจบ เพราะขั้นตอนบางอย่างอาจกินเวลาหลายเดือนและจะขอเร็วขอช้าก็ไม่มีผลเพราะในบัตร OPT จะกำหนดว่าเราสามารถเริ่ม OPT period (ระยะเวลาที่ใช้ได้คือ 1 ปี)ได้ตั้งแต่ตอนไหน โดยเร็วสุดคือ 2 อาทิตย์หลังจบและช้าสุดคือไม่เกิน 1-2 เดือนหลังจบ 
การขอเริ่มเร็วเริ่มช้าก็มีผลอีกเหมือนกัน การขอเริ่มเร็วเราก็สามารถเริ่มงานได้เร็วแต่ระยะ OPT ก็จะหมดเร็วเหมือนกัน เพื่อนผมบางคนทำเรื่องขอ OPT โดยให้เริ่มช้าที่สุดเพื่อที่จะได้กินเวลาอยู่ให้นานที่สุด แต่ก็มีบางกรณีที่เริ่มระยะ OPT ช้าแต่บริษัทที่เรียกไปสัมภาษณ์อยากได้คน ณเดี๋ยวนั้น ถ้าทางบริษัทรอได้ก็โชคดีไป แต่ถ้ารอไม่ได้ คุณก็พลาดโอกาสไปอย่างน่าเจ็บใจ
สมัยที่ผมเรียนจบนอกจากช่วงระยะเวลา OPT ที่มีแค่ 1 ปีแล้ว ยังมีการออกกฎเพิ่มขึ้นมาอีกว่า ถ้าไม่สามารถหางานได้ภายใน 3 เดือนนับจากวันที่ระยะ OPT เริ่ม จะถือว่าระยะ OPT นั้นหมดสภาพทันที ซึ่งหลังจากกฎนี้ออกมานักเรียนต่างชาติทั้งหลายแหล่ต่างพากันทักท้วงและโอดครวญ การหางานที่ปกติก็แข่งขันกันสูงอยู่แล้วนี่ยังต้องมาแข่งกับเวลาเพิ่มอีกหรอ ผมเห็นเพื่อนบางคนต้องกลับประเทศอย่างน่าเสียดาย แต่ปีถัดมาทาง USCIS ก็ออกกฎใหม่เพิ่มขึ้นมาว่าผู้ที่ครอง OPT ในสายงานอาชีพเฉพาะตามที่กำหนดสามารถยีดระยะเวลา OPT หลังจากจบช่วงแรกออกไปได้อีก 17 เดือน (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ข่าวนี้สร้างความยินดีให้แก่เหล่านักเรียนต่างชาติกันมากและทำให้การหางานคลายความกดดันมากขึ้น คือจากที่ต้องมากังวลเรื่องวีซ่าตั้งแต่ตอนสมัครงาน คุณสามารถไปกังวลเรื่องนี้ได้ในอีกปีข้างหน้าแทน ปัจจุบันผมไม่แน่ใจว่ากฎของ OPT เป็นอย่างไร ถ้าใครสนใจควรจะเข้าไปหาข้อมูลจากเวบไซท์ของทางการ USCIS เพิ่มจะอัพเดทกว่า
ทีนี้เมื่อเราได้ OPT มาเรียบร้อยสิ่งต่อไปที่จำเป็นในการทำงานคือ เรื่องของเงินเดือน ที่อเมริกาจะมีการจ้างงานแบบประจำและชั่วคราว โดยถ้าเป็นจ้างงานแบบประจำเรทเงินเดือนจะเป็นต่อปี เช่น XX,XXX/ปี คุณก็ลองไปหารดูว่าต่อเดือนจะได้เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นแบบชั่วคราวเรทเงินเดือนที่ได้จะเป็นรายชั่วโมง  หลังคุยกับบอสเรื่องสัญญาการจ้างงานและเงินเดือนเรียบร้อย สิ่งต่อมาที่จำเป็นในการรับเงินเดือนก็คือเลขประกันสังคม Social Security Number (SSN) ซึ่งหากเราไม่มีเราจะไม่สามารถรับเงินเดือนที่ถูกต้องตามกฏหมายได้ เพราะจะมีผลตามมาตอนที่เราทำเรื่องภาษี ขั้นตอนการทำเรื่องขอ SSN นี้เราจะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้บัตร OPT มาแล้ว ดังนั้นเมื่อได้บัตร OPT มาแล้วอย่ามัวโอ้เอ้ครับ รีบเตรียมเอกสารตามที่กำหนดและไปที่ Federal building ประจำเมืองของคุณเพื่อที่จะทำเรื่องขอเจ้าเลขประกันสังคมนี้ซะ เพราะขั้นตอนนี้อาจกินเวลาอีก 1-2 เดือน การรับเงินอาจจะมีปัญหาได้ เมื่อเรามีพร้อมทั้ง OPT และ SSN เราก็พร้อมที่จะทำงานและรับเงินเดือนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย   
หลังจากนั้นเมื่อเงินเดือนๆแรกออก(ที่อเมริกาส่วนมากจะนิยมจ่ายเงินกันทุกๆ 2 อาทิตย์) คุณอาจจะตกใจว่าทำไมมันไม่ได้เท่าที่คุยกันไว้แต่แรก ทั้งนี้เพราะภาษีนั่นเอง และที่อเมริกาภาษีนี่เป็นเรื่องจุกจิกมาก ทั้งภาษีทั่วไป ภาษีรัฐ(ขึ้นกับแต่ละรัฐ) ภาษีประกันสังคม เงินเดือนคุณอาจจะหายไปกว่า 1 ใน 3 เลย แต่ถ้าคุณถือใบ OPT อยู่ คุณสามารถยื่นเรื่องขอลดหย่อนภาษีประกันสังคมได้ โดยจะให้หักไปก่อนแล้วค่อยคืนช่วยท้ายปีหรือจะให้ไม่หักตั้งแต่แรกเลยก็ได้ คุณก็จะได้เงินในส่วนนี้คืนมานิดหน่อย(แต่ก็ดีกว่าไม่ได้คืน) จนกว่าคุณจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นวีซ่าทำงานเมื่อนั้นก็จะโดนหักเหมือนเดิม
จากนั้นเมื่อทำงานไปได้สักพัก ผมแนะนำให้คุณลองเลียบๆเคียงๆถามบอสดูว่า สนใจจะทำวีซ่าทำงานให้ผมมั้ยถ้าระยะ OPT ผมหมดก็ต้องกลับประเทศแล้วนะ ถ้าทางบอสเห็นว่าคุณเป็นกำลังสำคัญ(หรือถ้าไม่สำคัญก็พยายามทำตัวให้สำคัญซะก่อนจะไปคุย) เขาก็จะทำเรื่องขอวีซ่าให้คุณเอง ขั้นตอนนี้ยุ่งยากและต้องเตรียมเอกสาร บริษัทส่วนมากจะจ้างทนายในการดำเนินการ (คือจะทำเองก็ได้แต่มีการระบุไว้ชัดเจนว่าหากยื่นเอกสารผิดจะไม่มีการคืนเงินค่าดำเนินการให้) ถ้าทางบริษัทคุณจัดการเรื่องทุกอย่างให้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ถ้าไม่ล่ะ บอสคุณปฏิเสธที่จะทำเรื่องวีซ่าให้คุณ คุณก็มีทางเลือกคือทำงานที่บริษัทนั้นต่อจนหมด OPT หรือออกไปหาบริษัทที่สนใจจะทำเรื่องขอวีซ่าให้คุณ หรือไม่งั้นก็ ยื่นเรื่องมันเองซะเลย
บางบริษัทไม่ค่อยทำเรื่องขอวีซ่าให้แก่นักเรียนต่างชาติจบใหม่เท่าไหร่นัก แต่ผมก็เห็นเพื่อนหลายคนเมื่อทางนั้นไม่เสนอ เราก็สนองเข้าไปเองเลย บางคนก็เสนอกับบริษัทว่าจะออกเงินกันคนละครึ่งแล้วให้บริษัทช่วยยื่นเรื่องขอวีซ่าให้ หรือบางคนออกเงินให้บริษัททั้งหมดเลยแลกกับการทำเรื่องขอเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ก็ขึ้นกับสถานการณ์และงบประมาณของแต่ละคน

เมื่อคุณเข้าใจขั้นตอนการหางานทั้งหมดก็ฟังดูไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เพียงแค่หมั่นฝึกฝนฝีมือและทำความเข้าใจเรื่องเอกสารและขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆแล้ว คุณก็พร้อมที่จะออกหางานได้ แต่อย่าเพิ่งลืมสิ่งสุดท้ายที่สำคัญพอๆกับฝีมือของคุณเลย นั่นคือดวงและจังหวะ หากคุณเก่งเทพแต่ช่วงนั้นจังหวะหางานไม่ดี โอกาสนั้นอาจไม่โผล่มาเยี่ยมเยียนคุณเลย หรือหากคุณพร้อมทุกอย่างและบริษัทตกลงทำเรื่องขอวีซ่าให้คุณเรียบร้อย ก่อนจะพบว่าโควต้าปีนั้นหมดแล้วด้วยสาเหตุที่ว่าคุณยื่นเรื่องช้าไปเพียงไม่กี่วัน เหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดได้กับทุกคนและทุกที่ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท หมั่นทำบุญและแผ่เมตตากันเป็นประจำนะครับ 

สาธุ