Showing posts with label in between. Show all posts
Showing posts with label in between. Show all posts

Saturday, May 30, 2015

รถเมล์






สำหรับผมแล้ว การนั่งรถเมล์ก็เป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง
เวลาขึ้นรถเมล์ คุณไม่ต้องคิดอะไรมากมาย
แค่รู้ว่าสายไหนไปถึงไหนบ้างแค่นั้นก็พอ
เมื่อกำหนดจุดหมายปลายทางได้แล้ว
คุณก็แค่ก้าวเท้าขึ้นรถ ชำระค่าโดยสารให้เรียบร้อย
จากนั้นก็แค่นั่งรอ...

ไม่ต้องคิดว่ารถจะติด ไม่ต้องคิดว่าจะไปทางไหนถึงจะเร็วที่สุด
สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้
เหมือนตกอยู่ในสภาวะช่วยตัวเองไม่ได้ชั่วขณะ
ปล่อยภาระเหล่านั้นให้กับคนขับรถเขาจะสรรหาวิธีแก้เองเถอะ
สิ่งเดียวที่คุณทำได้ก็แค่นั่งรอ จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
เท่านั้นก็พอแล้ว

Tuesday, March 17, 2015

นิยามรัก


เราทุกคนต่างมีความแปลกประหลาดนิดๆในตัวเอง
และชีวิตก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดนิดๆ
และเมื่อเราหาใครสักคนที่มีความแปลกประหลาดที่เข้ากับเราได้
เราจะเข้าร่วมกับพวกเขา และตกอยู่ในความแปลกประหลาดที่น่าพอใจร่วมกัน
และนั่นคงเรียกว่า ความรัก
จาก ทรูเลิฟ ของ โรเบิร์ต พูลกัม นักเขียนชาวอเมริกา
@ ร้านหนังสือร้านหนึ่งบนถนนนิมมานต์

Wednesday, December 10, 2014

Jojo the clown


ผมมักจะเจอป้าโจโจ้ทุกครั้งที่วง มูน อลิซ มาเล่นในซานฟรานซิสโก
มูน อลิซ เป็นวงท้องถิ่นย่านเบย์ แอเรีย และเพลงที่เล่นส่วนมากจะเป็นเพลงเก่าๆ
ทำให้มีแฟนเพลงรุ่นเดอะตามกันงอมแงม ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
อากาศเย็นๆ กับเพลงเบาๆ ทำให้หลายต่อหลายคนที่ผ่านไปมาก็จะหยุดยืนฟัง
และถ้าคุณมองไปรอบๆ คุณก็จะเห็นป้าโจโจ้อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเด็กๆ
ป้าแกมาในชุดสีฉูดฉาดประจำตัว พร้อมกับลูกโป่งเต็มรถเข็น
แล้วถ้าคุณเดินไปหาป้าแกนะ คุณก็จะได้หมาลูกโป่งกลับไปเล่นที่บ้านตัวนึงล่ะ






ที่จะขาดไม่ได้อีกคนคือลุงหนวดเคราเฟิ้มคนนี้
บอกตามตรง ตอนแรกที่ผมเห็นเขานั่งฟังเพลงอยู่
ผมคิดว่าเขาเป็นแก๊งค์มอเตอร์ไซค์ขาใหญ่ซะอีก
ดูจากการแต่งตัวใส่เสื้อกั๊กหนังและเคราเฟิ้ม
จนกระทั่งลุงแกลุกขึ้นมาแล้ววิ่งไปรอบๆ พร้อมกับปืนฉีดฟองสบู่ในมือ
ลุงแกวิ่งวนอยู่รอบๆเวที ฉีดฟองสบู่ แล้วก็วิ่งไปหัวเราะไป
จนผมอดไม่ได้ที่จะขอลุงแกถ่ายรูป ซึ่งแกก็ยังไม่ยอมหยุดฉีด


Friday, November 28, 2014

ร้านซักรีด(อีกแล้ว)

นั่งเปิดอัลบั้มรูปไปมา เจอรูปร้านซักผ้าแทรกแซงอยู่ตามอัลบั้มต่างๆ
โดยแต่ละรูปก็ต่างโอกาส และต่างเวลากัน
อาจจะเป็นเพราะหลงใหลกลิ่นสบู่และน้ำยาปรับผ้านุ่ม
หรืออาจจะเป็นเพราะกว่าครึ่งของชีวิตต่างแดน
ผมต้องไปร้านซักรีดเป็นประจำทุกๆ 2 อาทิตย์

Wednesday, November 26, 2014

สะพานโกลเด้นเกท




พูดถึงซานฟรานซิสโก เชื่อว่าหลายคนคงนึกภาพสะพานโกลเด้นเกท ขึ้นมาทันที
ตัวสะพานแขวนขนาดใหญ่สีแดงหม่นๆ นับเป็นสะพานแขวนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
และด้วยความพิเศษที่ว่า ทำให้สะพานโกลเด้นเกท ได้รับการขนานนามเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่

แต่รู้หรือไม่ว่า นอกจากมีชื่อเสียงจากการเป็นสะพานแขวนขนาดยาวที่สุดแล้ว
สะพานโกลเด้นเกท ยังมีชื่อเสียงอีกด้านหนึ่งที่ดังไม่แพ้กันเลยก็คือ
เป็นสถานที่ฆ่าตัวตายยอดนิยมอันดับ 2 ของโลก (อันดับหนึ่งคือป่ารอบๆภูเขาไฟฟูจิ)
การฆ่าตัวตายนั้นก็ด้วยวิธีง่ายๆคือ การกระโดดลงไป
ซึ่งมีทั้งที่รอดและไม่รอด และด้วยชื่อเสียงด้านนี้ทำให้มีสารคดีเรื่องนึงออกมาก
สารคดีนั้นชื่อ The Bridge

ตัวสารคดีมีภาพคนโดดลงมาจากสะพานทั้งตั้งใจถ่าย และบังเอิญติดมาก็มี
ขนาดที่ว่าจะตั้งกล้องถ่ายสะพานเฉยๆ ยังมีคนกระโดดลงมาให้เห็น
สารคดีนั้นสัมภาษณ์คนที่รอดตายจากการโดด และเรื่องราวชีวิตหลังจากนั้น
บางคนรู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิต และบางคนก็รอดตายเพียงเพื่อจะไปกระโดดใหม่อีกรอบหนึ่ง

ช่วงที่ผมอยู่ที่นั่นก็มีข่าวเรื่องนี้บ้างประปราย แต่ครั้งหนึ่งที่เป็นข่าวใหญ่ก็คือ
มีเด็กมัธยมไปทัศนศึกษา และได้คุยเล่นกับเพื่อนว่า เขาสามารถโดดลงมาจากสะพานได้โดยไม่เป็นอะไร
แน่นอนว่า เพื่อน(และคนอื่นๆ) ก็ไม่น่าจะเชื่อ จึงเกิดการท้ากันขึ้น
และเด็กคนนั้นก็โดดลงมาจริงๆ โดยที่ไม่เป็นอะไรเลย
ก่อนที่จะกลับไปโดดใหม่อีกรอบ แต่มีคนห้ามทัน

Wednesday, November 5, 2014

เพราะโลกมันกลม

ตอนที่ร้านหนังสือ Border ล้มละลายและต้องขายทุกอย่างทั้งหนังสือและเฟอร์นิเจอร์นั้น
ผมเองก็แวะเวียนไปแทบทุกวัน ไปเดินเล่นบ้าง ไปซื้อหนังสือบางเล่มบ้าง และไปซื้อเฟอร์นิเจอร์บางอย่างบ้าง
ใจจริงนั้น ผมอยากได้ชั้นหนังสือแบบที่ใช้กันในร้าน แต่ติดที่ขนาดและความหนักเกินจะขนไหว
จึงต้องล้มเลิกความคิดนั้น มิหนำซ้ำห้องที่อยู่ก็ไม่น่าจะมีที่พอด้วย



ผมจึงล้มเลิกความคิดที่นั้นเสีย แต่แล้วผมก้ต้องมาเตะตากับอะไรบางอย่าง
ไอ้อะไรบางอย่างที่ว่าก็คือ กระจกโค้งนูนนั่นเอง
มันเป็นกระจกโค้งนูนแบบที่คุณสามารถพบเห็นได้ตามหัวมุมถนน หรือตามมุมอับของร้านขายของน่ะ
ผมจึงเกิดความคิดขึ้นมาใหม่ว่า ไอ้กระจกนี้มันก็ดูน่าสนใจนะ น่าจะเอาไปเล่นอะไรได้บ้าง
ก็เลยซื้อมันมา


พอซื้อมาผมก็ได้พบกับมุมที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
อย่างเช่นมุมนี้ ที่สามารถเห็นห้องของผมทั้งห้องได้ทั่วโดยไม่ต้องเอี้ยวคอ


จากนั้นจึงเริ่มเอาเป็นเล่นตามที่ต่างๆ เช่นบ้านเพื่อน


ทดลองมุมใหม่ๆ ที่ไม่เคยเห็น


เผื่อบางทีมันจะน่าสนใจ


พอเห็นว่า เออมันก็ดูน่าสนใจและสนุกดี
ผมก็เลยหิ้วไอ้เจ้ากระจกโค้งที่ว่านี่ไปตามสถานที่ต่างๆข้างนอก
ซึ่งมันก็หนักอยุ่พอควร และด้วยขนาดที่ใหญ่ประมาณโล่ห์ชิริว
ทำให้เวลาผมแบกเจ้ากระจกนี้ไปไหนมาไหน ก็มักจะมีคนมองด้วยความสนใจ (ว่ามันจะแบกไปทำไม) อยู่เสมอ



บางคนถึงกับเข้ามาขอถ่ายรูปกระจกนี้ด้วยก็มี


หัวใจที่อยู่ด้านหลังจะอยู่ตามมุมของ Union square ซึ่งจะมีศิลปินมาเพ้นท์ลายใหม่เรื่อยๆ


บางทีก็ต้องวางซะบ้าง


บางวันก็ชวนเพื่อนมาร่วมสนุก ในภาพคือโบสถ์ Grace Cathedral


บางครั้งเพื่อนก็จำใจยอมมาเล่นสนุก


สนามเด็กเล่นที่ Huntington park


กับ Banksy ที่ China town





ซึ่งตอนนั้นก็เห่อเป็นพักๆ เพราะว่ากระจกที่ว่านี้มันหนักมาก
จะให้แบกไปทุกสุดสัปดาห์ก็คงไม่ไหว เลยหาตัวช่วยอื่น
ซึ่งก็คือกระจกโค้งที่เขาใช้กันอยู่จริงๆนั่นเอง
ตอนนั้นไม่รู้เป็นอะไร ถ้าเจอเจ้ากระจกโค้งที่ว่านี้ที่ไหน
เป้นต้องถ่ายให้หมด
ในภาพน่าจะเป็น สถานี BART ที่ถนน New Montgomery


จนตอนผมเริ่มแพคของกลับบ้าน ตอนแรกนั้นคิดว่าจะเอากระจกนี้กลับไปด้วย แม้ไม่รู้ว่าจะเอากลับไปทำไม
แต่พอคนขนของซึ่งเป็นคุณลุง (ผมให้เขามารับของที่อพาทเมนต์) มาเห็นกระจกนี้
ผมเห็นแววตาเป็นประกายของเขา ราวกับเขาเสาะหากระจกนี้มานานแล้ว
แกมองแล้วมองอีก จนในที่สุดแกก็เอ่ยปากถามผมว่า ผมเอามาจากไหน
ผมตอบเขาไปว่า ผมซื้อมาจากร้าน Border ตอนเขาเลหลัง
แกเลยบอกผมว่า นี่นะ แกน่ะ หามานานแล้ว แต่ราคามันสูงอยุ่ เลยตัดสินใจไม่ได้สักที
ผมได้ฟังแล้วก็เริ่มคิดว่า เออ กระจกโค้งนี้มันก็ไม่ใช่หาได้ง่ายๆเหมือนกันนะ
แล้วผมก็คิดว่าผมสนุกกับกระจกนี้มาพอแล้ว เราตะลอนไปด้วยกัน สนุกด้วยกัน
ผมอยากเขวี้ยงทิ้งเพราะมันหนักอยู่ก็หลายครั้ง แต่ก็อดเสียดายไม่ได้
และตอนนี้เหมือนเวลามันประจวบเหมาะ
ผมจึงอยากให้มันได้กลับไปทำหน้าที่ของกระจกโค้งเหมือนเดิมจะดีกว่า
ผมเลยไม่ลังเลใจที่จะให้กระจกแก่คุณลุงนี้ทันที โดยไม่คิดเงินเสียด้วย
(จริงๆแกบอกว่าจะจ่ายให้ แต่แกคงลืม ผมก็ขี้เกียจทวง ก็เลยตามเลยละกัน)

Monday, November 3, 2014

คนเดินถนน

สมัยก่อนที่ผมจะมาอเมริกา ผมมักจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยเดินกันอย่างไม่กลัวรถชน (และบางส่วนก็โดนชนจริงๆ)
ในใจผมก็นึกสงสัยว่าทำไมเขาช่างไม่กลัวรถเอาเสียเลย หรือว่ายังไม่เคยโดนชนกันนะ
จนเมื่อผมมาอเมริกา
ที่ๆทำให้คนเดินดินบนถนน มีความรู้สึกเหมือนดั่งราชา
ใช่แล้วครับ
ที่นี่ซานฟรานซิสโก ที่ๆคนเดินถนนคือผู้ยิ่งใหญ่ 55
ยิ่งใหญ่ยังไง
เอาเป้นว่าทุกหัวมุมถนน จะมีทางข้ามสำหรับคนเดินถนน
และมีไฟจราจรสำหรับคนข้ามโดยเฉพาะ
และในที่ๆไม่มีไฟจราจร เช่นถนนนอกเมืองหรือถนนในแหล่งชุมชน
ถ้ารถเจอคนจะข้ามถนน ต้องหยุดรอให้คนข้ามถนนเรียบร้อยเสียก่อนจึงจะไปได้

ผมติดนิสัยที่ว่านี้กลับมาด้วย
และเมื่อกลับไทยได้พักนึง ผมก็พบว่า
ผมข้ามถนนไม่เป็น

ผมอยู่ที่เกาะกลางถนนบนถนนสีลม หลังจากเพิ่งวิ่งสุดชีวิตเพื่อข้ามมายังเกาะกลางถนนแห่งนี้
และคำถามต่อไปคือ ผมจะข้ามไปอีกฝั่งยังไง ในขณะที่รถราทั้งหลายวิ่งกันอย่างไม่กลัวน้ำมันหมด
ตอนแรกมีผมรออยู่คนเดียว และก็มีผู้ร่วมชะตะกรรมมาสมทบ โดยมากเป็นพนักงานออฟฟิศแถวนั้น
พวกเรารอกันอยุ่สัก 10 คนได้ และรถก็ไม่มีทีท่าชะลอเอาเสียเลย
จนในที่สุดก็มีชาวบ้านแถวนั้น แสดงวิธีการข้ามถนนที่ถูกต้องให้ผมดู
ชาวบ้านที่ว่าน่าจะเป้นพ่อค้าแถวนั้น
และวิธีการข้ามถนนที่ว่าคือ ก้าวลงไปมันซะเลย
พอพ่อค้าก้าวลงไปคนแรก ที่เหลือก็รีบก้าวตาม
ซึ่งได้ผล เพราะรถเบรกกันตัวโก่งเลย
แล้วทุกคนก็รีบก้าวตามพ่อค้าคนนั้นไป
ผมจึงได้รู้ซึ้งถึงพลังของมวลมหาประชาชนในวันนั้น

ฝน สี นิวยอร์ก


สิ่งหนึ่งที่ผมชอบในนิวยอร์กคือ สี
ไม่ว่าจะสีสันจากป้ายโฆษณา ป้ายไฟต่างๆ หรือสีของเมือง
ช่วงที่ผมไปนั้นฝนตกแทบทุกวัน ฝนยิ่งตกผมยิ่งรู้สึกว่าภาพที่เห็นมันยิ่งชัดขึ้น
บางทีอาจจะเป็นเพราะสายฝนชะเอาฝุ่นละอองในอากาศออกไป
หรือบางทีผมอาจจะชอบบรรยากาศหลังฝนก็ได้

Friday, October 31, 2014

Laundry machine.


ภาพที่ ชิซูรุ วิ่งไล่ถ่ายรูปอย่างบ้าคลั่งในหนังเรื่อง Collage of our live
จนถึงกับปีนเครื่องซักผ้าเพื่อถ่ายรูปของที่อยู่ข้างใน
ภาพนั้นยังคงประทับใจผม แม้ผมในตอนนั้นไม่รู้ว่าเธอจะถ่ายไอ้เครื่องซักผ้าที่ว่าทำไม
ไม่เห้นมันจะมีอะไรเลย นอกจากแค่ผ้าหมุน
แล้วผมก็เข้าใจว่าทำไมเธอจึงถ่าย แม้อาจจะไม่ใช่เหตุผลที่เธอถ่ายทำไม
เพราะมันไม่มีอะไรทำในตอนรอน่ะสิ ว่าแล้วผมก็เลียนแบบชิซูรุบ้าง



กลอง


ที่สถานีหนึ่งกลางเมืองนิวยอร์ก
ชายผิวดำไว้ผมเดรดล๊อค 3 คนก้าวเข้ามาในรถพร้อมกับกลองในมือ
และยังไม่ทันที่ประตูรถจะปิด หนุ่มเดรดล๊อค 2 คนนั้นก็ลงมือบรรเลงเพลงกลอง
ผมไม่คุ้นหูกับทำนองที่ว่า แต่ก็ดูสนุกดี ผู้คนในรถดูจะให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้
โดยพวกเขาแบ่งกันทำงานเป็นทีม 2 คนตีกลอง 1 คนเดินเรี่ยไรเงิน
สุดแต่ใครจะให้ ไม่ให้ก้ไม่ให้
เมื่อถึงสถานีถัดไป พวกเขาก็ลง

Thursday, October 30, 2014

Subway


ถ้าเทียบระหว่างรถไฟใต้ดินที่นิวยอร์ก กับรถไฟใต้ดินที่ซานฟรานซิสโกแล้ว
รถไฟใต้ดินที่นิวยอร์กดูจะต้องใช้เวลาในการคุ้นเคยอยู่มากกว่า ด้วยจำนวนสายและเส้นทางที่มากมาย
แต่นั่นก็ทำให้การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในนิวยอร์กนั้นเป็นไปได้ง่ายและสะดวก
ผมเองก็ชื่นชอบการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน ด้วยเหตุผลที่ว่ามา แม้สภาพภายในรถไฟใต้ดินนั้นจะไม่ค่อยน่าอภิรมย์เท่าไหร่
และที่สำคัญคือ ในการนั่งรถไฟใต้ดินแต่ละครั้ง คุณจะสามารถพบเจอคนที่น่าสนใจได้มากมาย

Begin Again


เพิ่งมีโอกาสได้ดูหนังเรื่อง Begin Again เมื่อไม่นานมานี้
ตัวหนังสนุกดี เพลงเพราะ
เคียร่า ไนท์รี่น่ารักสดใส
เฮียมาร์ค รัฟฟาโล เท่ห์มาก แก่ไปอยากจะโทรมแต่มีเสน่ห์แบบเฮีย
และที่สำคัญเมืองนิวยอร์กสวยมาก

เห็นแล้วนึกถึงครั้งแรกที่ได้ไปเยือน ตอนนั้นเป็นช่วงซัมเมอร์ที่ปิดภาคเรียนพอดี
และที่บ้านผมอันประกอบไปด้วย แม่ อาอี๊ น้องสาวและน้องชายที่อยู่เมืองไทย
ได้วางแผนจะมาเยี่ยมผมที่อยู่ซานฟราน และพี่ชายที่อยู่ซานดิเอโก
ผมเองนั้นไม่ค่อยรู้เรื่องการเที่ยวเท่าไหร่นัก หน้าที่นำทัวร์อเมริกาจึงตกอยุ่ที่พี่ชายผม
และสถานที่ๆเราจะเจอกันเป็นครั้งแรกในรอบปีกว่าก็คือ เมืองนิวยอร์กนี่เอง

สนามบินที่ทุกคนจะลงคือสนามบิน JFK
โดยเที่ยวบินของแต่ละคนจะเหลื่อมกันไม่มากก็น้อย
พี่ชายผมมาถึงก่อน จากนั้นจึงเป็นผม และตามมาด้วยแม่และน้องชาย น้องสาว
จากนั้นเราจึงนั่งรถเข้าเมืองนิวยอร์กเพื่อไปยังโรงแรมที่จองไว้ย่านไทม์แสควร์
หลังจากแวะรับประทานอาหารเรียบร้อย เราก็มาถึงโรงแรมราวๆ 3-4 ทุ่ม
เมื่อทำการเก็บของเสร็จเรียบร้อย ผมจึงชวนพี่น้องออกไปเดินเล่นกันตอน 5 ทุ่ม

แม่ผมขยับปากจะห้าม ว่าจะออกไปทำอะไรดึกดื่นขนาดนี้
แต่ผมบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เพราะว่าที่นี่น่ะเมืองนิวยอร์กนะ
ที่ๆกลางคืนสว่างกว่ากลางวัน

Monday, October 27, 2014

ผ้ากองโตในวันที่แดดดี


ช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ในตอนที่ผมยังอยู่ที่ซานฟรานซิสโกนั้น กิจกรรมปกติก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าพักผ่อน เดินเล่น อ่านหนังสือตามสวนสาธารณะหรือลานเอนกประสงค์กลางเมือง

ยกเว้นก็แต่ในบางครั้งเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่นเสื้อผ้าหมดสต๊อกก็จะถึงเวลาที่ต้องทำการซักผ้าเสียที่ โดยมากมักจะ 2 อาทิตย์ต่อครั้ง ในวันนั้นผมจะตื่นตามปกติหลังจากทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว ราว 9 โมงเช้าผมก็จะหิ้วสิ่งที่ต้องการซักทั้งหมด เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ในบางครั้งก็อาจจะมีผ้าปูเตียงร่วมด้วย

หลังจากนั้นผมจะหิ้วตะกร้าผ้าออกไปที่ร้านซักผ้าที่อยู่หัวมุมถนนเยื้องไปเสียหน่อย โดยมากแล้วช่วงเวลาเช้าแบบนี้มักจะไม่ค่อยมีคนนัก ผมก็จะจัดการยัดเสื้อผ้าทั้งหลาย เทผงซักฟอก น้ำยาปรับผ้านุ่มลงในช่องที่เตรียมไว้ จากนั้นจึงหยอดเหรียญให้เครื่องทำงาน แล้วก็นั่งรอ

เวลาในการซักผ้าแต่ละครั้งจะอยู่ที่ประมาณ 50 นาทีจนแล้วเสร็จปั่นออกมาพอหมาดๆ ผมก็จะใช้เวลานี้เดินไปซื้อของใช้เข้าบ้านที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้าน โดยจะกะเวลาให้พอซื้อของทุกอย่างเสร็จผ้าก็หยุดปั่นพอดี และผมก็จะมาเอาผ้าใส่ตู้อบอีกราวๆ 45 นาที ซึ่งช่วงเวลานี้ผมก็จะเอาของที่ซื้อมาไปเก็บและนั่งพักในห้องก่อนที่จะลงมาอีกทีเมื่อผ้าที่อบไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

บางครั้งผมก็ไม่ได้ไปซื้อของใช้อะไรเพิ่มเติม ในวันแบบนั้นผมจะพกหนังสือสักเล่มลงไปด้วย เมื่อเตรียมทุกอย่างเข้าตู้เรียบร้อย ผมก็จะนั่งที่ม้านั่งริมหน้าต่างข้างประตูทางเข้าและอ่านหนังสือไปเรื่อยๆจนผ้าเสร็จ อากาศเย็นๆตอนเช้าๆผสมกับแดดอุ่นๆ กับหนังสือสักเล่มทำให้เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว และในบางครั้งสถานที่แห่งนี้ก็มีเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนากับคนแปลกหน้าที่มีกิจกรรมเหมือนกันได้เช่นกัน

เราทุกคนล้วนแต่ต้องการเสื้อผ้าสะอาดเพื่อสวมใส่ จะใหม่หรือเก่ายังไงหากเสื้อนั้นสะอาด คนใส่ก็ย่อมสบาย

To all trains


ที่สถานี BART (Bay Area Rapid Transit) บนถนน Mission ตัดกับ 16 Ave.
ซึ่งย่านนี้เป็นแหล่งรวมชาวเม็กซิกัน และผู้ชอบแสงแดดอันอบอุ่นด้วยว่ามีสวนสาธารณะยอดนิยมอย่าง Dolores Park อยุ่ไม่ไกลนัก

ผมกำลังจะกลับบ้านหลังจากแวะมาทำธุระแถวนี้ และก็เช่นเคยที่ ย่านนี้มักจะมีอะไรแปลกๆเตะตาผมทุกครั้ง (นอกจากเตะตาแล้วอาจโดนเตะอย่างอื่นด้วยก็ได้ถ้าไม่ระวังตัว) ผมจึงถือกล้องไว้ในมืออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็รอ

รอจังหวะที่เหมาะสมที่มักจะมาแบบไม่ทันตั้งตัว

Sunday, October 26, 2014

Newyork


นิวยอร์กยามใกล้ค่ำ กลับสว่างไสวมากกว่าตอนกลางวัน
แสงไฟจากร้านค้าและป้ายนีออนต่างๆ ถูกจุดขึ้นมาเพื่อต้อนรับยามราตรีที่กำลังย่างกราย

นิวยอร์กเป็นเมืองที่อยู่ทางฝั่งตะวันออก ทำให้อุณหภูมิและสภาพอากาศไม่เหมือนกับทางฝั่งตะวันตกที่อากาศอบอุ่น ไม่หนาวหรือร้อนจัดจนเกินไป
ภาพเมืองนิวยอร์กในความทรงจำของผมจึงเป็นเมืองที่มีความเข้มของบรรยากาศจัดมาก สี แสง และผู้คน

ผมถ่ายภาพนี้ขณะที่อยู่บนชั้นสองของรถทัวร์เที่ยวชมเมือง
รถทัวร์ที่ว่านี้มีชั้นบนแบบเปิด ทำให้คุณสามารถมองเห็นวิวของเมืองได้รอบทิศ
ช่วงเวลาที่ผมถ่ายรูปนี้น่าจะประมาณเกือบทุ่มนึง ซึ่งเป็นเวลาที่ผู้คนทั้งหลายทยอยกันเลิกงานและกลับบ้าน

Thursday, October 23, 2014

ขาขึ้น ขาลง




ผมนั่งยองๆหลบอยู่ที่มุมบันไดของสถานีรถไฟ Powell ที่ซานฟรานซิสโก
เพียงเพื่อที่จะรอให้คนหมดจะได้เก็บภาพบันไดโล่งๆ แต่ขณะที่รออยู่นั้นเอง
กลุ่มนักเรียนที่น่าจะออกมาทัศนศึกษากันยกชั้นก็ผ่านมาพอดี

ผมจึงส่องกล้องไปมาเล่น เพื่อรอให้นักเรียนกลุ่มนี้ผ่านไปก่อน
แต่หนึ่งในนั้นดันตะโกนเรียกผมว่า "เฮ้ นายที่มีกล้องนั่นน่ะ ถ่ายฉันหน่อยซี่"
ผมจึงยิ้มขำๆแล้วกดรูปนี้ออกมาโดยบังเอิญ

บังเอิญว่าวัยรุ่นกลุ่มนี้กำลังขึ้นบันไดเลื่อน
บังเอิญว่าคุณลุงคนนี้กำลังลงบันไดมาด้วย
เรารีบขึ้น เพื่อไปถึงจุดหมายได้โดยเร็ว
แต่ค่อยๆลง เพราะขาลงมักจะอันตรายกว่าขาขึ้น