Monday, August 4, 2014

แท๊กซี่ 3



ความเป็นมืออาชีพคือการที่ทำสิ่งที่มือสมัครเล่นหรือคนทั่วไปไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่มืออาชีพสามารถทำให้เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆได้

ผมนั่งอยู่บนรถแท๊กซี่ขณะที่ฝนกำลังตกปรอยๆ ด้วยละอองฝนกับความมืดยามค่ำคืนทำให้อุณหภูมิภายในรถนั้นเย็นยะเยือกขึ้นอีก ขบวนรถจากแยกอโศกมุ่งไปทางสุขุมวิทค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลงจนถึงขั้นหยุดนิ่งที่ระยะ 100 เมตรก่อนถึงไฟแดง ค่ำคืนวันอาทิตย์ไม่ได้ช่วยให้รถบนถนนโล่งขึ้นเลย แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เนื่องจากตัวแปรที่สำคัญตอนนี้คือฝน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกรุงเทพฯที่เมื่อฝนตกรถก็ย่อมติด

ผมนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้สายตาฆ่าเวลาไปกับหลายชีวิตข้างทางที่ซึ่งกำลังครึกครื้นโดยไม่ยี่หระต่อสายฝนภายนอก เหมือนคืนนี้สำหรับชาวคาวบอยทั้งหลายเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ดูจากภายนอกซอยคาวบอยก็เหมือนพัฒพงศ์เวอชั่นถนนสุขุมวิท คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว นักท่องราตรี บาร์เหล้าแผงลอยเกลื่อนฟุตบาท และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือขบวนรถแท๊กซี่ที่จอดรอเหยื่ออยู่ริมถนน ถ้าคุณมาแยกอโศกสักสี่ทุ่มเป็นต้นไป คุณจะพบเห็นรถแท๊กซี่จอดดับเครื่องกันอย่างเป็นกิจลักษณะได้เป็นแถวยาว บางครั้งอาจจะจอดกันถึง 2 แถว และยิ่งช่วงดึกในบางครั้งก็จอดกันถึง 3 แถวเลยก็มีมาแล้ว เรื่องแจ้งตำรวจนั้นน่าจะลืมไปได้เลยเพราะผมเคยเห็นรถตำรวจยังมาจอดอยู่ที่นี่เลย ซึ่งระยะที่จอดกันอย่างไม่เกรงใจฟ้าดินนั้นบางครั้งกินแนวเลยซ้ายสุดๆไปตลอดทั้งแถว ทำให้รถที่จะเลี้ยวซ้ายจากอโศกเข้าสุขุมวิทนั้นทำได้อย่างยากลำบาก แทนที่จะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดได้ กลับต้องมาติดกับขบวนรถแท๊กซี่ที่จอดรอเหยื่อกัน

และนั่นทำให้แท๊กซี่ที่ผมกำลังนั่งตัดสินใจเบี่ยงออกมาเลนขวา แม้ว่าเรา(พี่แท๊กซี่และผม) จะต้องเลี้ยวซ้ายตรงแยกอโศกนี้เข้าเส้นสุขุมวิทก็ตาม จริงอยู่ว่าถ้าพี่แท๊กซี่แกค่อยๆเลาะเลนซ้ายเราก็คงเลี้ยวซ้ายได้ตามปกติ แม้ว่าจะกินเวลากับการที่ต้องคอยหลบหรือเบี่ยงขบวนแท๊กซี่ที่รอเหยื่อก็ตาม แต่ผมคิดว่าพี่แท๊กซี่คงเบื่อกับการต้องมานั่งรอไอ้แท๊กซี่ห่าพวกนี้ แกจึงออกขวาให้รู้แล้วรู้รอดเลย เรื่องมันคงไม่มีอะไรถ้าแกออกขวาไปสักเลนสองเลน ไม่ใช่ออกมาอยู่เลยขวาสุดแบบตอนนี้ และระยะตอนนี้เหลือแค่ 30 เมตรก่อนจะถึงไฟแดง ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเลี้ยวซ้ายได้ทันหรือไม่ ระยะที่เราอยู่นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในเลนเลี้ยวขวาเลย ถ้าเราจะเลี้ยวซ้ายนั่นหมายถึงพี่แท๊กซี่ต้องแทบจะหักเข้ามายาวๆเลยทีเดียว ผมนั่งพิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าเงียบๆแล้วปล่อยให้พี่แท๊กซี่ตัดสินใจเอง

"เข้าไม่ได้" พี่แท๊กซี่บ่นงึมงัม

ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมันก็เข้าไม่ได้จริงๆน่ะแหละ รถติดไม่ขยับมานานแล้ว คงต้องรอสัญญาณไฟเปลี่ยน เราถึงจะขยับไปข้างหน้าได้

"รถมันปิดทางหมดเลย" พี่แท๊กซี่พูดกับตัวเอง

สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนแล้ว รถคันข้างหน้าเลยขยับ พี่แท๊กซี่พยายามจะเข้าซ้ายเมื่อเห็นช่องว่างอันน้อยนิด แต่แท๊กซี่คันข้างๆก็เร่งขึ้นมาปิดช่องว่างทันที การเคลื่อนตัวของรถบนถนนเป็นไปได้ช้ามาก และที่สุดรถทุกคันก็หยุดนิ่งเหมือนเดิม

ถึงตอนนี้ระยะห่างเหลือแค่ 15 เมตรจะถึงแยก ผมซึ่งคิดว่าสงสัยได้ไปอ้อมตรงถนนพระราม 4 แน่ เลยนั่งเงียบๆไม่อยากไปกดดันพี่แท๊กซีให้มากขึ้น

"เข้าไม่ได้เลย" พี่แท๊กซีพูดเหมือนบ่นกับตัวเองเบาๆ แล้วเคลื่อนรถไปข้างหน้าอีก

"เข้าไม่ได้แล้วยิ่งขยับไปข้างหน้ามันก็ยิ่งไม่ได้สิ" ผมคิดในใจ

พี่แท๊กซี่แกบ่นงีมงำอะไรสักอย่างอยู่

ผมเดาว่าแกรอสัญญาณไฟ ตัวผมเองซึ่งจับตามองรถคันข้างๆพลางเอากระเป๋ามาบังเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้วสัญญาณไฟก็เปลี่ยนสี พี่แท๊กซีหักเข้าซ้ายทันทีด้วยความเร็วที่รถรอบข้างยังไม่ทันขยับ และด้วยเทกนิคอะไรไม่รู้ พี่แกจึงพารถทะลุจากเลนขวาสุดเข้าซ้ายก่อนจะเบียดกับกระบะที่ขับชลอเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิทได้อย่างเฉียดฉิวในระยะแค่ 10 เมตรจากแยก

นี่สินะมืออาชีพ

No comments:

Post a Comment