Showing posts with label stories. Show all posts
Showing posts with label stories. Show all posts
Monday, June 27, 2016
Thursday, December 10, 2015
เงาสะท้อน
They told me to go back.
Only when I look at the reflection.
It told me to go forward.
But how do I go there, I asked.
It doesn't look safe at all.
There are no ground to support me.
The reflection just stare blankly back at me and said.
Oh you gotta support yourself, that's all.
พวกเขาบอกผมว่าอย่าไปเลย
จะมีก็แต่เงาในกระจกที่เห็น
เงานั้นบอกให้ผมเดินต่อไป
แต่จะไปอย่างไรล่ะ ผมถาม
ที่ตรงนั้นมันดูไม่ปลอดภัยเ
แล้วยังไม่มีทางให้ผมเดินอี
เงาในกระจกมองกลับมาที่ผมอย
นี่นะ ทางนั้นน่ะ นายก็ต้องสร้างขึ้นมาเองสิ
Friday, August 7, 2015
ฝน
ค่ำคืนฝนวันที่ฝนตกพรำๆ ผมนั่งมองฝนในรถแท๊กซี่
หยดน้ำฝนร่วงลงมาเกาะหน้าต่างข้างรถแท๊กซี่ หยดน้ำเม็ดใหญ่อยู่กันกระจัดกระจาย
ดูแล้วรู้สึกว่าหยดน้ำเหล่านี้มีความแข็งแรงและหนักแน่น พอที่จะอยู่กันแบบหยดใครหยดมัน
ด้วยว่าหากหยดน้ำเหล่านี้รวมตัวกันเมื่อไหร่ จากหยดเป็นหยาด ก็จะพากันร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงออกจากกระจกลงสู่พื้น
อากาศภายในรถเริ่มเย็นขึ้นจากลมของเครื่องปรับอากาศ ละอองฝ้าที่หน้าต่างเริ่มปรากฏตัว และรวมกันเป็นกลุ่มก้อนค่อยๆขยายพื้นที่ทีละน้อย ละอองฝ้าเหล่านี้ดูสงบนิ่งและไม่หวั่นไหวต่อสิ้งเร้า อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศภายในที่คงที่ ทำให้ละอองฝ้าดูกล้าแกร่งและรุกคืบอย่างมั่นคง แต่ก็คงไม่นาน เมื่อใดที่อุณหภูมิภายนอกเปลี่ยน เมื่อนั้นละอองฝ้าเหล่านี้ก็จะหายไป
สัญญาณไฟเขียวสว่างวาบ รถแท๊กซี่เคลื่อนตัวด้วยความเร็วปกติและเริ่มเร็วขึ้นทีละน้อย
หยดฝนภายนอกเริ่มมีการเคลื่อนไหว ความเร็วของรถแท๊กซี่แหวกอากาศภายนอกรวมถึงหยดฝนเหล่านั้นด้วย ผมมองหยดฝนหลายเม็ดที่เริ่มสุญเสียการทรงตัว บางถูกแรงผลักออกไปจากหน้าต่าง บ้างถูกดันไปรวมกันหยดฝนเม็ดอื่นๆ จนหยาดเป็นทางก่อนจะหายลับไป บรรยากาศภายนอกเหมือนหนังแอ๊กชั่นที่กำลังเข้าสู่ช่วงพีค สงครามระหว่างหยดฝนและความเร็วกำลังถาโถมกันอยุ่ด้านนอก แต่บรรยากาศภายในรถนั้นกลับนิ่งสนิท มีเพียงเสียงครางจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น
ผมนั่งมองหยดฝนสลับกับละอองฝ้าจนถึงที่หมาย
Thursday, July 9, 2015
สถานีต่อไป
เขามีเวลาแค่ 15 วินาทีก่อนที่ประตูรถไฟฟ้าจ ะปิด
เวลา 15 วินาทีที่ว่านั้น ยังไม่รวมเวลาที่เธอได้เดิน จากไป
เขาและเธอไม่รู้จักกัน หากแต่เขามีความรู้สึกคุ้นเ คยกับเธออย่างประหลาด
ช่วงเวลาแค่ 10 นาทีที่ใช้ร่วมกันบนขบวนรถไ ฟฟ้าขบวนนี้
กลับทำให้เขารู้สึกอยากจะรู ้จักเธอให้มากกว่านี้
ชายหนุ่มไม่ได้ปริปากเอ่ยคำ ใดๆออกมาตลอดการเดินทาง
เขาลอบมองเธอผ่านวงแขนของผู ้โดยสารรอบกาย
น่าแปลกที่ไม่มีใครสังเกตเธ อเลย มีเพียงแค่เขาคนเดียว
เขาพยายามรวบรวมความกล้าอยู ่เงียบๆ โดยที่สาวแปลกหน้าไม่ได้ระแ คะระคายแม้แต่น้อย
เธอก้าวเท้าออกจากรถไฟฟ้าด้ วยจังหวะที่เธอทำเป็นประจำ
หากแค่ชายหนุ่มคุ้นเคยกับจั งหวะของเธอ เขาคงจะเดินตามเธอไปอย่างธร รมชาติ
ไม่ใช่ยืนอย่างพะว้าพะวงกับ เวลาเพียงเล็กน้อยที่เหลืออ ยู่
ประตูรถไฟฟ้าปิดลงอย่างไร้เ ยื่อใยและไม่ปราณีกับหัวใจท ี่ขาดสะบั้นของชายหนุ่ม
ทิ้งให้เขายืนจมไปกับความคิ ดที่ว่า "จริงๆแล้ว ฉันก็ต้องลงที่สถานีนี้นะ"
เวลา 15 วินาทีที่ว่านั้น ยังไม่รวมเวลาที่เธอได้เดิน
เขาและเธอไม่รู้จักกัน หากแต่เขามีความรู้สึกคุ้นเ
ช่วงเวลาแค่ 10 นาทีที่ใช้ร่วมกันบนขบวนรถไ
กลับทำให้เขารู้สึกอยากจะรู
ชายหนุ่มไม่ได้ปริปากเอ่ยคำ
เขาลอบมองเธอผ่านวงแขนของผู
น่าแปลกที่ไม่มีใครสังเกตเธ
เขาพยายามรวบรวมความกล้าอยู
เธอก้าวเท้าออกจากรถไฟฟ้าด้
หากแค่ชายหนุ่มคุ้นเคยกับจั
ไม่ใช่ยืนอย่างพะว้าพะวงกับ
ประตูรถไฟฟ้าปิดลงอย่างไร้เ
ทิ้งให้เขายืนจมไปกับความคิ
Saturday, June 6, 2015
ลุงเกาลัค
ก่อนจะขายเกาลัค ผมทำธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าตอนนั้นรายได้ดีทีเดียว
แต่พอเจอพิษเศรษฐกิจช่วงนั้นเข้าไปเล่นเอาหมดเลย
ผมเลยต้องหาอย่างอื่นทำจนมาเจอเกาลัคนี่ล่ะ ผมขายอยู่ตรงนี้มา 20
กว่าปีแล้ว ก่อนหน้านี้ผมขายอยู่ที่เรือนเพชร สาขาศรีนครินทร์
ส่วนที่ตรงเพชรบุรีนี่ผมจ้างให้เด็กเขาขายให้
ต่อมาตอนหลังเขาทุบหน้าร้านที่สาขาศรีนคริทร์แล้วทำเป็นห้องคาราโอเกะ
อาเฮียเจ้าของแกเลยย้ายให้ผมกลับมาตรงที่เพชรบุรีนี่ ซึ่งตรงนี้ขายดีกว่า
เพราะหน้าร้านเป็นถนนและติดกับป้ายรถเมล์ด้วย คนเลยเข้าถึงง่ายกว่า
เกาลัคเนี่ยเวลาคั่วเสร็จต้องดูให้ดี เม็ดไหนที่มีแมลงกัดเป็นรูเนี่ย เวลาคั่วแล้วเศษกรวดมันจะเข้าไปข้างในทำให้เสีย ตอนเลือกให้ลูกค้าเราเลยต้องสังเกตดีๆ คอยเลือกเอาเม็ดที่ใช้ไม่ได้ออก เกาลัคเองก็มีหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์จีนและพันธุ์ญี่ปุ่น เกาลัคที่เห็นในไทยนี่ก็มาจากจีนทั้งหมดล่ะเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นปลูกในจีน เพราะประเทศจีนกว้างมีพื้นที่เยอะเหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนญี่ปุ่นเป็นเกาะ พื้นที่จะทำอะไรก็แพง เขาเลยเอาเกาลัคพันธุ์ญี่ปุ่นไปปลูกที่จีน พอปลูกเสร็จเขาก็คัดเอาเกาลัคเกรดเอส่งไปขายที่ญี่ปุ่นเพราะได้ราคาดีกว่า ส่วนเกาลัคเกรดรองลงมาก็ส่งมาขายที่ไทยเนี่ยล่ะ
*
ลุงกิมบัค แซ่อึ้ง
แกนั่งเรือสำเภามาจากจีนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
ขอสัญชาติไทยตอนอายุ 30
เกาลัคเนี่ยเวลาคั่วเสร็จต้องดูให้ดี เม็ดไหนที่มีแมลงกัดเป็นรูเนี่ย เวลาคั่วแล้วเศษกรวดมันจะเข้าไปข้างในทำให้เสีย ตอนเลือกให้ลูกค้าเราเลยต้องสังเกตดีๆ คอยเลือกเอาเม็ดที่ใช้ไม่ได้ออก เกาลัคเองก็มีหลายพันธุ์ ทั้งพันธุ์จีนและพันธุ์ญี่ปุ่น เกาลัคที่เห็นในไทยนี่ก็มาจากจีนทั้งหมดล่ะเป็นพันธุ์ญี่ปุ่นปลูกในจีน เพราะประเทศจีนกว้างมีพื้นที่เยอะเหมาะแก่การเพาะปลูก ส่วนญี่ปุ่นเป็นเกาะ พื้นที่จะทำอะไรก็แพง เขาเลยเอาเกาลัคพันธุ์ญี่ปุ่นไปปลูกที่จีน พอปลูกเสร็จเขาก็คัดเอาเกาลัคเกรดเอส่งไปขายที่ญี่ปุ่นเพราะได้ราคาดีกว่า ส่วนเกาลัคเกรดรองลงมาก็ส่งมาขายที่ไทยเนี่ยล่ะ
*
ลุงกิมบัค แซ่อึ้ง
แกนั่งเรือสำเภามาจากจีนตั้งแต่อายุ 3 ขวบ
ขอสัญชาติไทยตอนอายุ 30
Thursday, June 4, 2015
wash and d
ไม่บ่อยครั้งที่ชายหนุ่มจะตื่นเช้ากว่าปกติในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
โดยปกติแล้วในวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นนี้ เขาควรจะยังนอนเกลือกกลิ้งไปมาบนเตียงจนสาแก่ใจ แล้วจึงลุกขึ้นมาทำธุระปะปังอะไรที่เขาไม่ได้ทำในวันธรรมดาซะมากกว่า
แต่ตอนนี้ชายหนุ่มคนนั้นกำลังอุ้มตะกร้าพลาสติกใบหนึ่งซึ่งอุดมไปด้วยกองเสื้อผ้าใส่แล้วที่ทับถมกันอยุ่เป็นกองพะเนิน ชายหนุ่มอุ้มตะกร้าผ้าพร้อมกับขวดน้ำยาซักผ้าฝืนลงบันไดของอพาทเมนต์ด้วยความง่วงงุน
แสงแดดภายนอกอาคารรอต้อนรับเขาอยู่แล้ว ทันทีที่เขาเปิดประตูบานใหญ่ที่ชั้นล่างสุดของล๊อบบี้ เหล่าแสงแดดพากันรุมล้อมเขาเหมือนจากกันมานาน
ชายหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้แสงแดดสัมผัสทุกส่วนของเขาจนพอใจ และเมื่อรู้สึกถึงความเร่าร้อนของแสงแดด ชายหนุ่มจึงก้าวเท้าออกจากอพาทเมนต์แห่งนั้น
จุดหมายในวันนี้ของชายหนุ่มคือร้านซักผ้าที่เยื้องอยู่ตรงหัวมุมนี่เอง
ร้านซักผ้าแห่งนี้นั้นเปิดตั้งแต่ 6 โมงเช้า จนถึง 4 ทุ่ม
ชายหนุ่มมาใช้บริการที่ร้านซักผ้านี่ตั้งแต่เขาย้ายมาอาศัยอยู่ที่อพาทเมนต์ที่ว่า เขาไม่แน่ใจว่าร้านซักผ้านี้อยู่มานานเท่าไหร่ แต่จากสภาพภายในร้านเขาคิดว่าน่าจะเปิดมานานพอสมควร
ชายหนุ่มจัดแจงวางตะกร้าผ้าไว้บนโต๊ะเหล็กกลางร้าน เวลาเช้าแบบนี้ไม่ค่อยจะมีคนมาใช้บริการร้านซักผ้านี้เท่าไหร่นัก เขาจึงเดินไล่เปิดเครื่องซักผ้าทีละตู้
การซักผ้าก็เหมือนกับการทำอาหาร ครัวไหนๆก็ทำอาหารออกมาได้เหมือนกัน แต่ครัวที่สกปรกไม่สามารถทำอาหารที่สะอาดออกมาได้
ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงใช้เวลาพิถีพิถันกับการเลือกเครื่องซักผ้าที่ถูกใจ
วันนี้เป็นคิวของเครื่องซักผ้ามุมขวา แม้เครื่องนี้จะไม่ใช่เครื่องที่ชายหนุ่มใช้ประจำแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เขายกตะกร้าผ้าเกยกับประตูของเครื่องซักผ้า จากนั้นจึงเริ่มขยุ้มกองผ้าแล้วโยนเข้าไปในเครื่องซักผ้านั้น
เมื่อผ้าทั้งหมดเข้าไปอยู่ในเครื่องแล้ว เขาก็เปิดลิ้นชักเล็กๆข้างตู้เพื่อเทน้ำยาซักผ้าลงไป จากนั้นจึงปรับสวิทช์น้ำอุ่นและหยอดเหรียญเพื่อเริ่มกระบวนการซักผ้า
เช้าที่เงียบสงบกับแดดอุ่นๆ และช่วงเวลาสี่สิบนาทีที่กองผ้าของเขาหมุนอยู่ในเครื่องซักผ้าเล็กๆ เป็นช่วงเวลาสงบของเขา ชายหนุ่มวางแผนถึงช่วงเวลาต่อจากนี้ว่าเขาควรจะทำอะไรบ้างในวันนี้ อาหารมื้อเที่ยงจะไปกินที่ไหนดี มีของจำเป็นอะไรบ้างที่ต้องซื้อเข้ามาเก็บในบ้าน ไส้กรอกที่ซื้อมาน่าจะหมดแล้ว หรือเขาควรจะโละของในตู้เย็นทิ้งไปดีแต่ที่ว่าก็อาจจะไม่จำเป็นอีกแล้ว
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังล่องไปกับความคิดเรื่องอาหารกลางวัน เขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกระดิ่งเปิดประตู เขาหันไปดูจึงเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เสื้อแจ๊คเกตบุนวมกับรองเท้าบูท เธอลากตะกร้าพลาสติกที่มีล้อเข้ามาและหยุดอยู่ที่โต๊ะเหล็กกลางร้าน ชายหนุ่มลอบมองหญิงสาว เขาไม่เคยเห็นเธอมาก่อน บางทีเธออาจเพิ่งมาที่ร้านซักผ้าแห่งนี้เป็นครั้งแรก แต่จะว่าไปเขาก็ไม่ค่อยเห็นคนที่มาใช้บริการคนอื่นเช่นกัน ที่จริงแล้วเขาพยายามเลี่ยงช่วงเวลาที่ผู้คนมาใช้บริการร้านซักผ้าแห่งนี้ ความหนาแน่น เสียงดังและชุลมุนทำให้ช่วงเวลาซักผ้าของเขาถูกรบกวน หญิงสาวมองไปรอบๆร้าน สายตาของเธอไล่ไปตามเครื่องซักผ้าที่รายล้อมรอบตัวเธอ บางทีเธออาจจะกำลังตัดสินใจว่าวันนี้จะใช้เครื่องซักผ้าเครื่องไหนดี หรืออาจจะประหลาดใจที่มีคนมาซักผ้าแล้วก่อนเธอก็ได้
หญิงสาวหันมองไปทางซ้ายและขวาอยู่เงียบๆสักพัก แล้วจึงเดินไปที่เครื่องซักผ้าริมในสุด ชายหนุ่มลอบมองหญิงสาวจัดการหยิบเสื้อผ้าใส่ตู้ทีละชิ้นอยู่เงียบๆ เธอล้วงกระเป๋าหยิบเศษเหรียญออกมานับ เขาเห็นเธอก้มนับเศษเหรียญในมือแล้วล้วงกระเป๋าอยู่ สอง-สามครั้ง เธอกำเหรียญในมือแล้วมองไปที่เครื่องซักผ้าแล้วหันกลับมามองมือที่กำเศษเหรียญไว้อีกครั้ง บางทีเศษเหรียญที่เธอเตรียมไว้อาจจะไม่พอดี และแถวนี้ก็ไม่มีเครื่องแลกเหรียญเสียด้วย เขารู้เพราะเขาก็เคยประสบเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ชายหนุ่มหยิบกล่องบุหรี่เหล็กขนาดเล็กซึ่งภายในบรรจุไปด้วยเหรียญออกมา เขาดีดฝาเหล็กตามจังหวะที่เธอก้าวเดินเข้ามา
เธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา แล้วเอ่ยถามด้วยความสุภาพว่าเขาพอจะมีเศษเหรียญให้เธอแลกได้ไหม ชายหนุ่มถามว่าเธอต้องการอีกเท่าไหร่ เมื่อทราบจำนวนแล้วเขาจึงหยิบเหรียญในส่วนนั้นให้เธอ หญิงสาวรับเหรียญมาแล้วยื่นธนบัตรที่มีจำนวนเดียวกันให้เขา ชายหนุ่มปฎิเสธแม้หญิงสาวจะคะยั้นคะยอให้เขารับแค่ไหนก็ตาม เมื่อเห็นว่าความพยายามไม่เป็นผล เธอจึงยิ้มให้และกล่าวขอบคุณเขา ชายหนุ่มยิ้มรับคำขอบคุณและเฝ้ามองหญิงสาวเดินไปที่เครื่องซักผ้าของเธอ
คนทั่วไปอาจจะคิดว่าชายหนุ่มยอมแลกเศษเหรียญเพียงนิดหน่อยกับมิตรภาพที่อาจจะงอกเงย แต่แท้จริงแล้วเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับชายหนุ่มอีกต่อไป อย่างน้อยก็อีกยี่สิบนาทีจนกว่าจะซักผ้าเสร็จ ก็เพราะวันนี้น่ะเป็นวันที่อนุญาตให้เราซักและตายยังไงล่ะ
Tuesday, May 5, 2015
เรื่องขี้ๆ 1
เย็นวันหนึ่งขณะที่กลุ่มเพื่อนๆกำลังนั่งเล่นกันอยู่ที่บันไดหน้าคณะสถาปัตย์ กิ๊บกับปิติก็เดินเข้ามาจากประตูหน้าคณะฯ
กิ๊บซึ่งยิ้มระรื่นก็รีบเดินเข้ามาหากลุ่มเพื่อนพร้อมเอ่ยปากว่า "เอ้ย กูมึเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง"
ปิติซึ่งเดินมาพร้อมกับไอ้กิ๊บจึงหันหน้าไปหาไอ้กิ๊บแล้วด่าว่า "มึงนี่โคตรเหี้ยเลย" แล้วก็เดินหลบไป
ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับเพื่อนๆที่นั่งกันอยู่หน้าคณะฯ ว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ทำไมจู่ๆปิติถึงไปด่าไอ้กิ๊บเข้า
กิ๊บซึ่งหน้าตาไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำท้วงของปิติก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องตลกที่เพิ่งไปเจอมา
"คืองี้เว้ย เมื่อกี้กูไปดูหนังมากับปิติแล้วก็ไอ้เม้งมา" กิ๊บเปิดฉากเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"อ้าว แล้วไอ้เม้งไปไหน" เพื่อนสักคนถาม
"มึงฟังให้จบก่อนดิ่ อย่าเพิ่งขัด" กิ๊บโวย
"คือพอดูหนังเสร็จ พวกกูก็เดินกลับมาคณะฯกัน ก็เดินไปคุยไปเรื่องหนังกันตามปกติหลังดูจบนี่ล่ะ"
"แล้วทีนี้ ไอ้เม้งแม่งคุยๆอยู่ดีๆ แม่งรีบเดินอย่างไวทิ้งพวกกูเฉยเลย" กิ๊บเล่าต่อ
"แล้วมันไปไหนแล้ววะ" เพื่อนคนเดิมถามอีก
"มึงนี่ก็อย่าขัด ฟังกูก่อนสิ" กิ๊บบ่นแล้วเล่าต่อ
"เม้งมันรีบเดินจ้ำเอาๆ สีหน้าแม่งเครียดมาก พวกกูก็วิ่งตามมันนึกว่ามันไปโกรธอะไรใครขึ้นมา"
"กูก็วิ่งตามมันถามมันเป็นเชี่ยไรๆ มันก็หันมาถามกูว่าที่ตึกไอดีมีห้องน้ำป่าววะ อยู่ตรงไหน"
"อ๋อ คือแม่งอยากจะเข้าห้องน้ำ"
"เออ พอกูบอกว่ามีแล้วบอกมันว่าอยู่ข้างในตึก แม่งรีบเดินหนีบลิ่วเข้าไปเลย แล้วไล่ให้พวกกูเดินกลับคณะไปก่อน"
"อ้าว แล้วมึงทำไงวะ"
"กูก็รีบตามมันเข้าไปในตึกไอดีสิ นึกว่าแม่งเป็นอะไร" กิ๊บตอบ
"พอเข้าไปในตึกไอดีเสร็จ ไอ้เม้งแม่งหายไปเลย พวกกูตามมันไม่ทัน"
"เออ แม่งหลงแน่เลย ตึกนี้มันซับซ้อนคนนอกเข้าไปงงกันหมด" เพื่อนไอดีผสมโรง
"กูกับปิติก็เดินตามหามัน ตะโกนเรียกมัน จนได้ยินเสียงแม่งตอบมาจากห้องน้ำ" กิ๊บเล่าต่อ
"แล้วมึงทำไงวะ"
"กูกับปิติก็เลยไปที่ห้องน้ำเว้ย แล้วก็เลยปีนดูมัน"
"เชี่ย อะไรของพวกมึงเนี่ย แล้วมันทำไงวะ"
"เม้งมันก็เอาทิชชู่ที่เปื้อนจะมาป้ายพวกกูเว้ย กูเลยหลบลงมา" กิ๊บทำท่าชะโงกหลบ
"แล้วกูกับปิติจะออกไปรอข้างนอก เม้งแม่งก็พูดเสียงอ่อยๆออกมาว่า หาถุงให้หน่อย"
"หาถุงให้หน่อย" เพื่อนๆถามด้วยความสงสัย
"เออ หาถุงให้หน่อย พวกกูก็ถามว่ามันจะเอาถุงไปทำอะไรแม่งก็ไม่ตอบ จนเค้นอยู่นานกว่าแม่งจะตอบ"
"แล้วมันว่าไงวะ"
"เม้งแม่งตอบเสียงอ่อยๆออกมาว่า เอาไปใส่กางเกงนายยยย" กิ๊บเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ
"พอขำเสร็จกูก็เลยเดินออกไปหา ทีนี้แม่งหาไม่มีเลยวันนั้น ก็ไปรื้อๆร้านข้าวใต้ตึกดู เจอกล่องโฟม กูก็เลยหยิบไปให้มัน"
"กล่องโฟมใส่ข้าวอ่ะนะ"
"เออ กล่องโฟมใส่ข้าวนั่นล่ะ"
"แล้วไงต่อวะ"
"พอกูยื่นกล่องโฟมให้มันเสร็จ สักพักแม่งก็ค่อยๆเปิดประตูห้องน้ำออกมา มือหนึ่งพยุงเป้ส่วนอีกมือก็ประคองกล่องข้าวไว้" กิ๊บทำท่าประกอบการเปิดประตูห้องน้ำของเม้ง
"อืม แล้วมึงเอากล่องโฟมไปทำไรต่อวะ"
"ก็เอาไปทิ้งดิ่ ทิ้งในถังขยะนี่ล่ะ" กิ๊บเล่าไปขำไป
"แล้วเม้งมันไปไหนแล้ววะ"
"พอทิ้งกล่องโฟมเสร็จ ไอ้เม้งแม่งเดินออกจากไอดี เรียกแท๊กซี่กลับบ้านเลยเว้ย" กิ๊บตอบ
"เชี่ย แล้วไอ้เม้งมันไม่พูดอะไรเลยหรอวะ"
"เอ้ยๆ มันมีพูดก่อนขึ้นแท๊กซี่นะ" กิ๊บนึกขึ้นได้
"พูดว่าไรวะ"
"เม้งมันบอกกูว่า อย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ"
กิ๊บนี่โคตรเหี้ยเลย
กิ๊บซึ่งยิ้มระรื่นก็รีบเดินเข้ามาหากลุ่มเพื่อนพร้อมเอ่ยปากว่า "เอ้ย กูมึเรื่องตลกจะเล่าให้ฟัง"
ปิติซึ่งเดินมาพร้อมกับไอ้กิ๊บจึงหันหน้าไปหาไอ้กิ๊บแล้วด่าว่า "มึงนี่โคตรเหี้ยเลย" แล้วก็เดินหลบไป
ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับเพื่อนๆที่นั่งกันอยู่หน้าคณะฯ ว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ทำไมจู่ๆปิติถึงไปด่าไอ้กิ๊บเข้า
กิ๊บซึ่งหน้าตาไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำท้วงของปิติก็เริ่มตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรื่องตลกที่เพิ่งไปเจอมา
"คืองี้เว้ย เมื่อกี้กูไปดูหนังมากับปิติแล้วก็ไอ้เม้งมา" กิ๊บเปิดฉากเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"อ้าว แล้วไอ้เม้งไปไหน" เพื่อนสักคนถาม
"มึงฟังให้จบก่อนดิ่ อย่าเพิ่งขัด" กิ๊บโวย
"คือพอดูหนังเสร็จ พวกกูก็เดินกลับมาคณะฯกัน ก็เดินไปคุยไปเรื่องหนังกันตามปกติหลังดูจบนี่ล่ะ"
"แล้วทีนี้ ไอ้เม้งแม่งคุยๆอยู่ดีๆ แม่งรีบเดินอย่างไวทิ้งพวกกูเฉยเลย" กิ๊บเล่าต่อ
"แล้วมันไปไหนแล้ววะ" เพื่อนคนเดิมถามอีก
"มึงนี่ก็อย่าขัด ฟังกูก่อนสิ" กิ๊บบ่นแล้วเล่าต่อ
"เม้งมันรีบเดินจ้ำเอาๆ สีหน้าแม่งเครียดมาก พวกกูก็วิ่งตามมันนึกว่ามันไปโกรธอะไรใครขึ้นมา"
"กูก็วิ่งตามมันถามมันเป็นเชี่ยไรๆ มันก็หันมาถามกูว่าที่ตึกไอดีมีห้องน้ำป่าววะ อยู่ตรงไหน"
"อ๋อ คือแม่งอยากจะเข้าห้องน้ำ"
"เออ พอกูบอกว่ามีแล้วบอกมันว่าอยู่ข้างในตึก แม่งรีบเดินหนีบลิ่วเข้าไปเลย แล้วไล่ให้พวกกูเดินกลับคณะไปก่อน"
"อ้าว แล้วมึงทำไงวะ"
"กูก็รีบตามมันเข้าไปในตึกไอดีสิ นึกว่าแม่งเป็นอะไร" กิ๊บตอบ
"พอเข้าไปในตึกไอดีเสร็จ ไอ้เม้งแม่งหายไปเลย พวกกูตามมันไม่ทัน"
"เออ แม่งหลงแน่เลย ตึกนี้มันซับซ้อนคนนอกเข้าไปงงกันหมด" เพื่อนไอดีผสมโรง
"กูกับปิติก็เดินตามหามัน ตะโกนเรียกมัน จนได้ยินเสียงแม่งตอบมาจากห้องน้ำ" กิ๊บเล่าต่อ
"แล้วมึงทำไงวะ"
"กูกับปิติก็เลยไปที่ห้องน้ำเว้ย แล้วก็เลยปีนดูมัน"
"เชี่ย อะไรของพวกมึงเนี่ย แล้วมันทำไงวะ"
"เม้งมันก็เอาทิชชู่ที่เปื้อนจะมาป้ายพวกกูเว้ย กูเลยหลบลงมา" กิ๊บทำท่าชะโงกหลบ
"แล้วกูกับปิติจะออกไปรอข้างนอก เม้งแม่งก็พูดเสียงอ่อยๆออกมาว่า หาถุงให้หน่อย"
"หาถุงให้หน่อย" เพื่อนๆถามด้วยความสงสัย
"เออ หาถุงให้หน่อย พวกกูก็ถามว่ามันจะเอาถุงไปทำอะไรแม่งก็ไม่ตอบ จนเค้นอยู่นานกว่าแม่งจะตอบ"
"แล้วมันว่าไงวะ"
"เม้งแม่งตอบเสียงอ่อยๆออกมาว่า เอาไปใส่กางเกงนายยยย" กิ๊บเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าภูมิใจ
"พอขำเสร็จกูก็เลยเดินออกไปหา ทีนี้แม่งหาไม่มีเลยวันนั้น ก็ไปรื้อๆร้านข้าวใต้ตึกดู เจอกล่องโฟม กูก็เลยหยิบไปให้มัน"
"กล่องโฟมใส่ข้าวอ่ะนะ"
"เออ กล่องโฟมใส่ข้าวนั่นล่ะ"
"แล้วไงต่อวะ"
"พอกูยื่นกล่องโฟมให้มันเสร็จ สักพักแม่งก็ค่อยๆเปิดประตูห้องน้ำออกมา มือหนึ่งพยุงเป้ส่วนอีกมือก็ประคองกล่องข้าวไว้" กิ๊บทำท่าประกอบการเปิดประตูห้องน้ำของเม้ง
"อืม แล้วมึงเอากล่องโฟมไปทำไรต่อวะ"
"ก็เอาไปทิ้งดิ่ ทิ้งในถังขยะนี่ล่ะ" กิ๊บเล่าไปขำไป
"แล้วเม้งมันไปไหนแล้ววะ"
"พอทิ้งกล่องโฟมเสร็จ ไอ้เม้งแม่งเดินออกจากไอดี เรียกแท๊กซี่กลับบ้านเลยเว้ย" กิ๊บตอบ
"เชี่ย แล้วไอ้เม้งมันไม่พูดอะไรเลยหรอวะ"
"เอ้ยๆ มันมีพูดก่อนขึ้นแท๊กซี่นะ" กิ๊บนึกขึ้นได้
"พูดว่าไรวะ"
"เม้งมันบอกกูว่า อย่าไปเล่าให้ใครฟังนะ"
กิ๊บนี่โคตรเหี้ยเลย
พ้ง #1
ที่คณะสถาปัตย์ฯ เราใช้เวลาเรียนตามปกติทั้งหมด 5 ปี ในขณะที่คณะอื่นๆนั้น (ยกเว้น หมอ เภสัช) จะใช้เวลา 4 ปี ในการจบการศึกษาแบบปกติ
วิชาที่เรียนส่วนมากจึงเป็นวิชาในคณะ นอกจากเวลาเรียนแล้วที่เหลือจึงเป็นเวลาทำงาน
ช่วงชีวิตวัยเรียนส่วนมากชาวถาปัตย์จึงมักจะหมกตัวอยู่แต่ในคณะกันเป็นส่วนใหญ่
การพบปะเพื่อนต่างคณะจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจนิดหนึ่ง ทั้งในเรื่องของเวลาและโอกาสที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ต่างคณะ
ดังนั้นแล้วการเดินอ้อยอิ่งชมนกชมไม้ระหว่างเดินทางไปกินข้าวต่างคณะจึงเป็นกิจกรรมยอดนิยมยามว่างเสมอ
แต่มีกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวคณะได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตานอกคณะโดยความจำเป็น
กุศโลบายที่ว่าคือ การไปเรียนวิชาเลือกนอกคณะ
ตอนนั้นเป็นช่วงภาคเรียนฤดูร้อน ผมและเพื่อนๆในกลุ่มซึ่งมีพ้งอยู่ด้วย
ได้พากันไปเรียนวิชาเลือกตัวนึงด้วยกัน นัยว่ามาเป็นกลุ่มอย่างน้อยก็น่าจะช่วยกันดันกันขึ้นไปได้ล่ะนะ
วิชานั้นคือ Our body เป็นวิชาในหมวดวิชาเลือกนอกคณะ
ผมจำไม่ได้ว่าทำไมเราถึงเลือกเรียนวิชานี้กัน อาจจะมีรุ่นพี่แนะนำ หรืออาจจะลงตามๆกันมา
แต่เอาเป็นว่าทุกคนเห็นพ้องตรงกัน เราจึงยกโขยงกันไปเรียนที่ตึกของคณะเภสัชฯ
การเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนย่อมดีเสมอ ยิ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อนเสียด้วย ทำให้คลายความเบื่อของการเรียนไปได้เยอะ
ยิ่งเจอบรรดาเพื่อนนิสิตหน้าใหม่ๆ สดใสๆ ยิ่งทำให้ฤดูร้อนของเหล่าวัยรุ่นยิ่งโหมกระพือขึ้น
ถ่านไฟยิ่งถูกลมตีก็ยิ่งร้อน #พ้งเองก็เช่นกัน
จิตใจวัยรุ่นหนุ่มแรกแย้มที่มาจากโรงเรียนชายล้วนก็ถูกความร้อนแรงของชีวิตหนุ่มสาวกระพือขึ้น
และในฤดูร้อน ปี 2543 ที่คาบแรกของชั้นเรียนวิชา Our body ที่คณะเภสัชฯ
หัวใจของพ้งที่เปื้อนเหงื่อไคลและกล้ามเนื้อชายหนุ่มมา 18 ปี ก็ถูกสั่นคลอนด้วยสาวคนหนึ่ง
เธอคนนั้นเป็นนิสิตสาวต่างคณะ ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนาม มีแค่นิยามจากพ้งสั้นๆว่า น่ารัก ขาว ผมยาว
เพียงแค่นั้นก็สามารถกระชากหัวใจชายหนุ่มไปได้ในพริบตาแรก และหลังจากนั้นพ้งก็มีเป้าหมายในการมาเรียนเพิ่มขึ้น
ทุกๆครั้งในคาบวิชานั้น พ้งจะนั่งที่เก้าอี้ริมทางเดินตัวเดิม ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวพับแขน กับกางเกงสแลคบ้าง ยีนส์บ้างอย่างเรียบร้อย
ผมเผ้าที่ไม่เคยหวียังไงก็ยังไม่เคยหวีอย่างนั้น แต่ดูมีความสะอาดเพิ่มขึ้น
และเมื่อคาบเรียนนั้นเริ่มขึ้น นอกจากการฟังเสียงอาจารย์ผู้สอนแล้ว
พ้งก็มักจะชำเลืองมองไปทางสาวคนนั้นอยู่บ่อยครั้ง
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้จนถึงการสอบปลายภาค
เมื่อภาคฤดูร้อนนี้หมดไป เทอมใหม่ก็จะเริ่มต้นขึ้น
นั่นแปลว่าหลังจากการสอบนี้เสร็จสิ้น เราจะแยกจากบรรดานิสิตต่างคณะเหล่านี้
โอกาสที่จะได้เจอกันคงไม่มากถ้าไม่ได้รู้จักกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของพ้งที่จะได้เจอสาวคนนั้น
ขณะที่เพื่อนๆจับกลุ่มคุยกันอยุ่นั้น สาวคนนั้นก็เดินผ่านมากับเพื่อนของเธอ
เธอเดินออกจากประตูคณะเภสัชไปทางสยาม และทันทีที่เธอข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง
พ้งก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่พูดอะไร แล้วออกเดินดุ่มๆไปทางสาวคนนั้น
พวกเรามองพ้งก้าวเท้าอย่างเร่งรีบ พลางลุ้นว่าพ้งจะตามเธอทันก่อนที่เธอจะหายไปกับฝูงคนในสยามสแควร์ได้หรือไม่
บรรยากาศในตอนนั้นเหมือนผู้คนรอบตัวพ้งหยุดนิ่ง มีเพียงพ้งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวฝ่ากาลเวลา
ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนีล อามสตรองที่ว่า "ก้าวเล็กๆของคนๆหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ"
และตอนนี้พ้งกำลังก้าวข้ามก้าวที่ว่านั้นอยู่ด้วยฝีเท้าที่ซอยยิกๆ เพราะสาวคนนั้นเริ่มเดินไปไกลแล้ว
พวกเรามองพ้งวิ่งลับประตูคณะเภสัชฯไป พลางส่งสายตาเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพ้ง
เพื่อนหลายคนนับถือในความกล้าของพ้งที่ไม่รู้วันนั้นมันไปกินอะไรมา และเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คนที่ไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็ซักไซร้ไล่เรียงให้คนที่รู้ขยายความมา
แต่ยังไม่ทันที่ไอ้คนที่รู้ตั้งแต่ต้นจะเล่าเรื่องราวให้คนที่เพิ่งรู้เข้าใจเหตุการณ์จนจบ พ้งก็เดินกลับมา
"อ้าว ทำไมกลับมาเร็วจังวะ" เพื่อนในกลุ่มทักพ้ง
"เออ กลับมาแล้ว" พ้งตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้าง
"แล้วยังไง คือมึงวิ่งตามเขาไป"
"ใช่ คือกูอยากรู้จักเขาไง" พ้งตอบพร้อมยิ้มกว้างเกือบถึงรูหู
"เชี่ย แล้วยังไง มึงได้รู้จักเขาไหมวะ" เพื่อนๆพากันระดมซัก
"รู้สิ เขาชื่อเปิ้ลนะ" พ้งตอบพลางบิดตัวเกือบครบรอบ
"เหยดดดดดดดดด พ้งแม่งแน่เว้ย" เพื่อนๆพากันเฮให้กับความสำเร็จของพ้ง
"แล้วไงต่อๆ" ความอยากรู้ผลักให้ใครสักคนถาม
"เขาชื่อเปิ้ล อยู่ปีสอง มาเรียนวิชานี้เป็นวิชาเลือกเหมือนกัน" พ้งตอบแล้วบิดตัวไปทางซ้าย
"เออ แล้วไงต่อ" เพื่อนๆพากันลุ้นว่าพ้งจะกล้าขอเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า
"อ๋อ พอเขาบอกว่าอยู่ปีสองเสร็จ กูก็เลย" พ้งพูดพลางบิดตัวกลับมาอีกด้าน
"เออ มึงก็เลยขอเบอร์อ่ะ"
"กูก็เลยยกมือไหว้เขา แล้วเดินออกมา" พ้งตอบพร้อมยิ้มตาหยี
ขณะที่เพื่อนๆกำลังอึ้งและทึ่งว่าพ้งสามารถเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นพี่ได้อย่างรวดเร็ว พ้งก็กล่าวสรุปสั้นๆว่า
"แต่ยังดีนะ พอกูถามว่าผมจะได้เจอพี่อีกไหม เขาก็ตอบว่าถ้ามีบุญก็คงได้เจอ" แล้วพ้งก็ยิ้มตาหยีและขำให้กับตัวเอง
สาธุ...
วิชาที่เรียนส่วนมากจึงเป็นวิชาในคณะ นอกจากเวลาเรียนแล้วที่เหลือจึงเป็นเวลาทำงาน
ช่วงชีวิตวัยเรียนส่วนมากชาวถาปัตย์จึงมักจะหมกตัวอยู่แต่ในคณะกันเป็นส่วนใหญ่
การพบปะเพื่อนต่างคณะจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งใจนิดหนึ่ง ทั้งในเรื่องของเวลาและโอกาสที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ต่างคณะ
ดังนั้นแล้วการเดินอ้อยอิ่งชมนกชมไม้ระหว่างเดินทางไปกินข้าวต่างคณะจึงเป็นกิจกรรมยอดนิยมยามว่างเสมอ
แต่มีกุศโลบายอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวคณะได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตานอกคณะโดยความจำเป็น
กุศโลบายที่ว่าคือ การไปเรียนวิชาเลือกนอกคณะ
ตอนนั้นเป็นช่วงภาคเรียนฤดูร้อน ผมและเพื่อนๆในกลุ่มซึ่งมีพ้งอยู่ด้วย
ได้พากันไปเรียนวิชาเลือกตัวนึงด้วยกัน นัยว่ามาเป็นกลุ่มอย่างน้อยก็น่าจะช่วยกันดันกันขึ้นไปได้ล่ะนะ
วิชานั้นคือ Our body เป็นวิชาในหมวดวิชาเลือกนอกคณะ
ผมจำไม่ได้ว่าทำไมเราถึงเลือกเรียนวิชานี้กัน อาจจะมีรุ่นพี่แนะนำ หรืออาจจะลงตามๆกันมา
แต่เอาเป็นว่าทุกคนเห็นพ้องตรงกัน เราจึงยกโขยงกันไปเรียนที่ตึกของคณะเภสัชฯ
การเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนย่อมดีเสมอ ยิ่งอยู่ในช่วงฤดูร้อนเสียด้วย ทำให้คลายความเบื่อของการเรียนไปได้เยอะ
ยิ่งเจอบรรดาเพื่อนนิสิตหน้าใหม่ๆ สดใสๆ ยิ่งทำให้ฤดูร้อนของเหล่าวัยรุ่นยิ่งโหมกระพือขึ้น
ถ่านไฟยิ่งถูกลมตีก็ยิ่งร้อน #พ้งเองก็เช่นกัน
จิตใจวัยรุ่นหนุ่มแรกแย้มที่มาจากโรงเรียนชายล้วนก็ถูกความร้อนแรงของชีวิตหนุ่มสาวกระพือขึ้น
และในฤดูร้อน ปี 2543 ที่คาบแรกของชั้นเรียนวิชา Our body ที่คณะเภสัชฯ
หัวใจของพ้งที่เปื้อนเหงื่อไคลและกล้ามเนื้อชายหนุ่มมา 18 ปี ก็ถูกสั่นคลอนด้วยสาวคนหนึ่ง
เธอคนนั้นเป็นนิสิตสาวต่างคณะ ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนาม มีแค่นิยามจากพ้งสั้นๆว่า น่ารัก ขาว ผมยาว
เพียงแค่นั้นก็สามารถกระชากหัวใจชายหนุ่มไปได้ในพริบตาแรก และหลังจากนั้นพ้งก็มีเป้าหมายในการมาเรียนเพิ่มขึ้น
ทุกๆครั้งในคาบวิชานั้น พ้งจะนั่งที่เก้าอี้ริมทางเดินตัวเดิม ในชุดเสื้อเชิ้ตขาวพับแขน กับกางเกงสแลคบ้าง ยีนส์บ้างอย่างเรียบร้อย
ผมเผ้าที่ไม่เคยหวียังไงก็ยังไม่เคยหวีอย่างนั้น แต่ดูมีความสะอาดเพิ่มขึ้น
และเมื่อคาบเรียนนั้นเริ่มขึ้น นอกจากการฟังเสียงอาจารย์ผู้สอนแล้ว
พ้งก็มักจะชำเลืองมองไปทางสาวคนนั้นอยู่บ่อยครั้ง
เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้จนถึงการสอบปลายภาค
เมื่อภาคฤดูร้อนนี้หมดไป เทอมใหม่ก็จะเริ่มต้นขึ้น
นั่นแปลว่าหลังจากการสอบนี้เสร็จสิ้น เราจะแยกจากบรรดานิสิตต่างคณะเหล่านี้
โอกาสที่จะได้เจอกันคงไม่มากถ้าไม่ได้รู้จักกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของพ้งที่จะได้เจอสาวคนนั้น
ขณะที่เพื่อนๆจับกลุ่มคุยกันอยุ่นั้น สาวคนนั้นก็เดินผ่านมากับเพื่อนของเธอ
เธอเดินออกจากประตูคณะเภสัชไปทางสยาม และทันทีที่เธอข้ามถนนไปยังอีกฝั่ง
พ้งก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่พูดอะไร แล้วออกเดินดุ่มๆไปทางสาวคนนั้น
พวกเรามองพ้งก้าวเท้าอย่างเร่งรีบ พลางลุ้นว่าพ้งจะตามเธอทันก่อนที่เธอจะหายไปกับฝูงคนในสยามสแควร์ได้หรือไม่
บรรยากาศในตอนนั้นเหมือนผู้คนรอบตัวพ้งหยุดนิ่ง มีเพียงพ้งเท่านั้นที่เคลื่อนไหวฝ่ากาลเวลา
ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของนีล อามสตรองที่ว่า "ก้าวเล็กๆของคนๆหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ"
และตอนนี้พ้งกำลังก้าวข้ามก้าวที่ว่านั้นอยู่ด้วยฝีเท้าที่ซอยยิกๆ เพราะสาวคนนั้นเริ่มเดินไปไกลแล้ว
พวกเรามองพ้งวิ่งลับประตูคณะเภสัชฯไป พลางส่งสายตาเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพ้ง
เพื่อนหลายคนนับถือในความกล้าของพ้งที่ไม่รู้วันนั้นมันไปกินอะไรมา และเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คนที่ไม่รู้เรื่องราวมาก่อนก็ซักไซร้ไล่เรียงให้คนที่รู้ขยายความมา
แต่ยังไม่ทันที่ไอ้คนที่รู้ตั้งแต่ต้นจะเล่าเรื่องราวให้คนที่เพิ่งรู้เข้าใจเหตุการณ์จนจบ พ้งก็เดินกลับมา
"อ้าว ทำไมกลับมาเร็วจังวะ" เพื่อนในกลุ่มทักพ้ง
"เออ กลับมาแล้ว" พ้งตอบพร้อมฉีกยิ้มกว้าง
"แล้วยังไง คือมึงวิ่งตามเขาไป"
"ใช่ คือกูอยากรู้จักเขาไง" พ้งตอบพร้อมยิ้มกว้างเกือบถึงรูหู
"เชี่ย แล้วยังไง มึงได้รู้จักเขาไหมวะ" เพื่อนๆพากันระดมซัก
"รู้สิ เขาชื่อเปิ้ลนะ" พ้งตอบพลางบิดตัวเกือบครบรอบ
"เหยดดดดดดดดด พ้งแม่งแน่เว้ย" เพื่อนๆพากันเฮให้กับความสำเร็จของพ้ง
"แล้วไงต่อๆ" ความอยากรู้ผลักให้ใครสักคนถาม
"เขาชื่อเปิ้ล อยู่ปีสอง มาเรียนวิชานี้เป็นวิชาเลือกเหมือนกัน" พ้งตอบแล้วบิดตัวไปทางซ้าย
"เออ แล้วไงต่อ" เพื่อนๆพากันลุ้นว่าพ้งจะกล้าขอเบอร์โทรศัพท์หรือเปล่า
"อ๋อ พอเขาบอกว่าอยู่ปีสองเสร็จ กูก็เลย" พ้งพูดพลางบิดตัวกลับมาอีกด้าน
"เออ มึงก็เลยขอเบอร์อ่ะ"
"กูก็เลยยกมือไหว้เขา แล้วเดินออกมา" พ้งตอบพร้อมยิ้มตาหยี
ขณะที่เพื่อนๆกำลังอึ้งและทึ่งว่าพ้งสามารถเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนมาเป็นพี่ได้อย่างรวดเร็ว พ้งก็กล่าวสรุปสั้นๆว่า
"แต่ยังดีนะ พอกูถามว่าผมจะได้เจอพี่อีกไหม เขาก็ตอบว่าถ้ามีบุญก็คงได้เจอ" แล้วพ้งก็ยิ้มตาหยีและขำให้กับตัวเอง
สาธุ...
Monday, February 2, 2015
หมองู
หมองูที่เทศกาลฤดูหนาว เชียงใหม่
ด้วยความที่รู้ทั้งรู้อยู่ว่าเป็นยังไง
แต่ก็ขอลองดูสักหน่อย เนื่องจากว่านานๆจะเห็นที
หมองูคนนี้แกว่ามีเลขเด็ดจากงูจงอางจะมาบอก
ขอให้อดใจรอสักหน่อย เดี๋ยวแกจะให้ดู
ระหว่างนั้นแกก็โชว์ งูเห่า งูเหลือม งูน้ำไปตามเรื่อง
แล้วก็มาถึงทีเด็ดตรงงูจงอาง
หมองูแกว่า งูนี่เด็ดจริง ถึงเป็นงูจงอางก็ไม่ต้องกลัว
มีแกอยู่ตรงนี้ทั้งคน แล้วเมื่อวานที่งูให้เลขเด็ดแม่ค้าแถวนี้ถูกมาแล้วกันทั้งนั้น
หมองูแกว่าพลางขยับฝาหีบจะเปิดงู แล้วก็นึกขึ้นได้ว่ามีของดีมาฝาก
แกเลยเอาโชคมาแบ่งเป็นตะกรุดแคล้วคลาด เสกโดยหลวงพ่อชื่อดัง
ตะกรุดที่ว่ามีจำนวนจำกัด ใครอยากได้ก็ต้องรีบหน่อย
และชั่วเวลาไม่นาน ตะกรุดที่มีจำกัดกว่า 20 อันก็ถูกซื้อไปอย่างรวดเร็ว
หมองูแกขยับลังงูมาอีกนิด คนดูรอบข้างเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง
แกเอียงลังงูมานิดๆ แล้วเรียกเด็กเล็กแดงให้เข้ามาใกล้ๆ
หลายคนเริ่มกระสับกระส่ายเนื่องจากเกรงเจ้างูจงอาง กับไม่แน่ใจว่าพ่อหมองูจะเอาอยู่
แกเรียกให้คนล้อมวงเข้ามาใกล้ๆ พลางท่องคาถาพึมพัมไปทั่ว
แกท่องไป คนดูจับตางูในลังที่ชูหัวขึ้นมาแวบๆ
แล้วแกก็ลืมตาขึ้นมาเขม็ง คนดูรอบข้างจ้องหน้าพ่อหมองูตาไม่กระพริบ
พ่อหมองูเป่าลมใส่ไมค์ก่อนจะพูดว่า นึกขึ้นได้ว่ามีของดีอีกอย่าง
เป็นพระเลี่ยมพลาสติก ได้รับการปลุกเสกเรียบร้อยพร้อมคาถาบูชา
แต่มีจำนวนจำกัดใครอยากได้ก็ต้องรีบหน่อย
คลาสสิก
ช่วงปีใหม่ไปเที่ยวเชียงใหม่มาครับ
แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ ยังเขียนอะไรไม่ค่อยออกเลย
ยิ่งไม่เขียน ยิ่งเขียนไม่ออก แล้วพาลจะตันเอาดื้อๆ
จะค่อยๆเขียนออกมาให้ได้ละกันครับ
ในภาพเป็นกึ่งขายของกึ่งโชว์ของ
เป็นบ้านเล็กๆระหว่างทางเดินไปไนท์บาซ่า
เจ้าของนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในเปลหลังบ้าน
โดยที่ไม่กลัวว่าของจะหายเลยทีเดียว
ภายในร้านมีของเล่นมากมายถึงขั้นก่ายกองเป็นภูเขา
เป็นนิตยสารเก่าๆก็มี แสตมป์รุ่นเดอะบ้างก็มี
หรือแม้แต่สิ่งนี้
กำแพงเทปคาสเซทที่เรียกได้ว่าคลาสสิก
นกไร้ขา
"ผมเคยได้ยินเรื่องนกไร้ขา มันได้แต่บินและบิน เหนื่อยก็นอนในสายลม
ในชีวิตจะลงดินก็เพียงครั้งเดียว... เมื่อถึงวันตาย"
Saturday, December 27, 2014
อัลปาก้า
เมื่อคืนฝันเห็นตัวอัลปาก้า
ผมกำลังเดินอยู่ใต้ถุนตึกแห่งหนึ่ง ซึ่งที่นี่เลี้ยงอัลปาก้าปล่อยอิสระ
อัลปาก้าเป็นสัตว์สี่ขา คล้ายแกะแต่คอยาวเหมือนยีราฟ
ผมเดินไปเห็นอัลปาก้าเด็กตัวนึงนอนอยู่ เลยเดินเข้าไปใกล้ๆ
อัลปาก้าเด็กตัวนั้นตกใจตื่นขึ้น แล้วลุกขึ้นยืนบนขาหลัง
อัลปาก้าเด็กจ้องหน้าผม แล้ววิ่งสองขาหนีไปด้วยความรวดเร็ว
ผมหัวเราะกับท่าทีที่น่าขบขันของเจ้าอัลปาก้าเด็กตัวนั้น
เพราะท่าวิ่งสองขาของอัลปาก้าเด็กเหมือนเด็กผอมๆใส่ชุดหมีวิ่งไม่มีผิด
เริ่มไม่ตลกตรงคนที่นำทางอยู่บอกให้ระวังอัลปาก้าตัวเต็มวัยให้ดี
ผมไม่กล้าถามว่าทำไม ด้วยถือคติว่าเข้าป่าอย่าถามพราน
ทั้งที่ตอนนี้ผมกำลังเดินอยู่ใต้ถุนตึก แต่ก็ไม่อยากทักซี้ซั้ว
อัลปากาหนุ่มขนาดเขื่องนั่งเคี้ยวหญ้าอยู่บนสนามหญ้าเล็กๆข้างๆใต้ถุน
ผมเพิ่งเห็นเจ้าอัลปาก้าที่ว่านี่ตอนเลี้ยวพ้นเสาของใต้ถุนตึกมานี้เอง
และเจ้าอัลปาก้าตัวเต็มวัยนี้ก็คงเห็นผมแล้วเช่นกัน เพราะตอนนี้มันหยุดเคี้ยวแล้ว
ผมแทบหยุดกลั้นหายใจ ก่อนจะพยายามค่อยๆเดินให้พ้นจากตรงนี้ไป
อัลปาก้าตัวนั้นจ้องมาที่ผมเขม็ง หัวของมันค่อยๆเบนตามก้าวเดินของผม
แล้วมันก็ลุกขึ้นยืนสองขา
ผมวัดด้วยสายตาคร่าวๆ คิดว่าถ้าวัดส่วนสูงจากพื้นถึงหัวอัลปาก้าตัวนี้น่าจะสัก สองเมตรกว่าๆได้
และตอนนี้อัลปาก้าที่สูงสองเมตรกว่าๆกำลังวิ่งสองขาเข้ามาหาผม
อัลปาก้ากระโจนเข้าใต้ถุนแล้ววิ่งห้อตัดตามทางมาตรงที่ผมยืนอยู่
ผมไม่แน่ใจว่าอัลปาก้าเป็นสัตว์หวงถิ่นหรือไม่ และผมควรจะวิ่งหรือยืนเฉยๆ
ผมเลือกที่จะยืนเฉยๆ ด้วยว่าก้าวขาไม่ออกและหวังจะให้มันสงบลงไปเอง
อัลปาก้าตัวนั้นเลี้ยวโค้งอ้อมเสาเข้ามาหาผม
ขาหน้า(แขน) ที่งอโค้งเหมือนพร้อมจะดีดกำลังเกร็งแน่นจนเส้นเอ็นปูด
ผมยืนตัวแข็งเตรียมรับแรกกระแทกจากเจ้าอัลปาก้า
แต่เจ้าอัลปาก้ากลับเลยไปกระแทกคนที่ยืนอยู่ข้างๆผม
ทั้งคู่กระเด็นลงไปตามขั้นบันไดด้านข้างของใต้ถุน
อัลปาก้าใช้ขาหน้าดีดใส่ผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นอย่างต่อเนื่อง
เสียงกีบเท้ากระแทกเนื้อผสานไปกับเสียงกรีดร้องของตัวอัลปาก้า
มือที่พยายามปัดป้องดูจะไม่สามารถต้านทานกีบเท้าของอัลปาก้าได้เลย
ผมทำได้แค่ขว้างถุงถั่วในมือใส่อัลปาก้าตัวนั้นอย่างสิ้นหวัง
ก่อนที่จะสะดุ้งตื่นด้วยเสียงของตัวเองที่กำลังกรีดร้องเหมือนตัวอัลปาก้า
Friday, December 19, 2014
แก๊งค์บัตรเครดิต
เมื่อสักครู่นี้เอง มีเบอร์แปลก (06-1494-6892) โทรเข้ามาที่โทรศัพท์ผม
"บลาๆๆๆๆๆ อายัด บลาๆๆๆๆๆๆ กรุณากด 0 เพื่อฟังซ้ำ หรือกด 9 เพื่อรอสายกับเจ้าหน้าที่"
ผมกด 0
สัญญาณโทรศัพท์เหมือนโอนไปไหนสักที่แล้วก็มีคนรับ
"สวัสดีครับ ธนาคารกรุงเทพ ไม่ทราบลูกค้าจะติดต่อเรื่องอะไรครับ" (เป็นเสียงผู้ชายเหมือนเด็กฝึกงาน)
"อ่า ผมก็ไม่รู้"
"อะไรนะครับ"
"คือเมื่อกี้ผมฟังไม่ทัน เลยกดจะฟังอีกครั้งมันกลับส่งมาที่นี่อ่ะครับ"
"อ่อ....แล้วจะติดต่อเรื่องอะไรครับ"
"อืม มันฟังไม่ทันจริงๆ ผมก็ไม่รู้"
"เป็นระบบอัตโนมัติใช่ไหมครับ"
"อ้า ใช่ครับ"
"อืออออ ถ้าแบบนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตนะครับ"
"เอ๋ หรอครับ"
"ครับ ไม่ทราบผมกำลังเรียนสายกับคุณอะไรครับเดี๋ยวผมจะตรวจสอบข้อมูลให้"
"เอ แล้วที่ได้เบอร์โทรมานี่ได้มาจากไหนมันไม่มีชื่อบอกหรอครับ"
"อืออออ ทางระบบจะส่งมาเป็นอัตโนมัตินะครับ ขอชื่อคุณลูกค้าจะได้ตรวจสอบให้ได้นะครับ"
"นที ครับ" (ผมหลุดปากบอกชื่อออกไป)
"นามสกุลละครับ"
"ทองสุขแก้ว ครับ" (ภาพบอลไทยในหัวผมยังไม่หาย)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะครับ ขอเช็กข้อมูลครู่หนึ่งนะครับ"
"ครับ"
เสียงกดคีย์บอร์ด
"อืออออ คุณนที ทองสุขแก้ว ตอนนี้คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตอยู่ที่ 68,000 บาท นะครับ"
"หา อะไรนะครับ" (ทำเสียงตกใจ)
"คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิต 68,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 นะครับ"
"เอ ผมไม่แน่ใจว่าผมไปใช้อะไรเยอะขนาดนั้นนะ"
"อืออออ ทางระบบแจ้งมาว่าคุณนที ไปใช้บริการที่ห้างสยามพารากอนนะครับ"
"เอ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ แล้วในยอดนั้นเป็นค่าบริการอะไรหรอครับ"
"อืออออ เป็นค่าทองรูปพรรณจำนวน 3 บาทน่ะครับ"
"อืมม ผมไม่มีบัตรเครดิตด้วยน่ะสิ"
"อืออออ คุณมียอดค้างชำระบัครเครดิตธนาคารกรุงเทพ บัตร visa สีทอง วงเงิน 100,000บาทนะครับ"
"ผมไม่ได้ไปเปิดบัตรเครดิตนะ สงสัยจะโดนขโมยแน่เลย"
"คุณนที ได้ไปทำธุรกรรมที่ใช้เอกสารทางราชการที่ไหนมารึเปล่าครับในช่วง 1 ปี 2 เดือนมานี้"
"มีไปทำบัตรประชาชนมาครับ"
"อืออออ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางคุณนทีโดนโจรกรรมข้อมุลไปแอบอ้างนะครับ"
"แน่เลยครับ อย่างนี้ผมต้องไปแจ้งความไหมเนี่ย"
"อือออออ ต้องแจ้งความแน่นอนครับ คุณนที ทองสุขแก้ว ยืนยันว่าไม่ได้เปิดบัตรเครดิต visa สีทองของธนาคารกรุงเทพ สาชา รัชดาห้วยขวาง ในวงเงิน 100,000บาทใช่ไหมครับ"
ผมไม่ได้ชื่อนที ทองสุขแก้ว และผมไม่เคยเปิดบัตรเครดิต แต่อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมตอบไปว่า
"ใช่ครับ"
"ทางเราจะรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บลาๆๆๆ เพราะเป็นคดีเร่งด่วยให้นะครับ"
"อ่า ผมขอชื่อคุณได้ไหมครับ ไว้เผื่อติดต่อ"
"อือออออ เดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อกลับไปนะครับ"
"เผื่อสายมันหลุดน่ะครับ"
"อือออออ ผมชื่อ สารัช เกตุดีครับ เบอร์ติดต่อนะครับ 02-005-5550 ครับ"
"โอเคครับ"
"งั้นเดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อเจ้าหน้าที่ กปสบลาๆๆ เลยนะครับ"
"ครับ ขอบคุณครับ"
เสียงหายไปประมาณ 10 วิ
"สวัสดีค่ะ อิชั้นเจ้าหน้าที่ กปส บลาๆๆ ติดต่อเรื่องอะไรคะ" (ป้าสักคนรับสาย)
"อ่า เหมือนผมจะโดนขโมยข้อมูลไปเปิดบัตรเครดิตครับ"
"ค่ะ ขอทราบชื่อคุณผู้เสียหายด้วยค่ะ"
"นที ทองสุขแก้วครับ" (ผมบอกชื่อไปด้วยความหวังว่าจะมีแฟนบอลเข้าใจ)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะคะ คุณนทีได้ทำธุรกรรมอะไรมาบ้างหรือเปล่าคะ"
"อ่า ผมก็ทำหลายอย่างนะครับ แต่ก็เซ็นกำกับทุกครั้งครับ"
"ค่ะ บางทีเอกสารอาจจะหลุดพ้นไปได้ รบกวนขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลงบันทึกประจำวันหน่อยนะคะ"
"ครับ ได้ครับ"
"คุณนที ทำอาชีพอะไรคะ"
"รับเหมาครับ" (ใจจริงนั้นอยากตอบว่ากองหลัง แต่อดใจไว้ทัน)
"คุณนทีอยู่ที่กรุงเทพหรือเปล่าคะ"
"เปล่าครับ แต่ตอนนี้ผมมาคุยงานที่กรุงเทพพอดีครับ"
"คุณนที มีบัญชีของธนาคารที่ไหนบ้างคะ เพื่อทางเราจะได้ไปตรวจสอบกับธนาคารนั้น"
"ผมมีของธนาคารกรุงเทพนี่ละครับ"
"ที่เดียวหรอคะ"
"อ้า แล้วก้มีของธนาคารกสิกรครับ"
"บัญชีธนาคารกรุงเทพมียอดคงเหลือในบัญชีเท่าไหร่คะ"
"แสนสองครับ"
"บัญชีธนาคารกสิกรละคะ"
"75,000ครับ"
"โอเคคะ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ขอ"
ยังไม่ทันที่ผม นที ทองสุขแก้ว จะได้เคลียร์หนี้บัตรเครดิต
ที่ถูกแก๊งค์โจรชั่วลักลอบเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
สายโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับเจ้าที่กปงปส.กุ้งเผา ก็หลุดไปเสียก่อน
น่าเสียดายนัก ที่คราวนี้จำต้องปล่อยให้แก๊งค์โจรชั่วนี่ลอยนวลไปเสียได้
แต่ไม่เป้นไร ถ้าวันใดที่แกีงค์โจรชั่วนี้กลับมา
ผม นที ทองสุขแก้ว ก็จะกลับมาจัดการกับมันอีก
"บลาๆๆๆๆๆ อายัด บลาๆๆๆๆๆๆ กรุณากด 0 เพื่อฟังซ้ำ หรือกด 9 เพื่อรอสายกับเจ้าหน้าที่"
ผมกด 0
สัญญาณโทรศัพท์เหมือนโอนไปไหนสักที่แล้วก็มีคนรับ
"สวัสดีครับ ธนาคารกรุงเทพ ไม่ทราบลูกค้าจะติดต่อเรื่องอะไรครับ" (เป็นเสียงผู้ชายเหมือนเด็กฝึกงาน)
"อ่า ผมก็ไม่รู้"
"อะไรนะครับ"
"คือเมื่อกี้ผมฟังไม่ทัน เลยกดจะฟังอีกครั้งมันกลับส่งมาที่นี่อ่ะครับ"
"อ่อ....แล้วจะติดต่อเรื่องอะไรครับ"
"อืม มันฟังไม่ทันจริงๆ ผมก็ไม่รู้"
"เป็นระบบอัตโนมัติใช่ไหมครับ"
"อ้า ใช่ครับ"
"อืออออ ถ้าแบบนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตนะครับ"
"เอ๋ หรอครับ"
"ครับ ไม่ทราบผมกำลังเรียนสายกับคุณอะไรครับเดี๋ยวผมจะตรวจสอบข้อมูลให้"
"เอ แล้วที่ได้เบอร์โทรมานี่ได้มาจากไหนมันไม่มีชื่อบอกหรอครับ"
"อืออออ ทางระบบจะส่งมาเป็นอัตโนมัตินะครับ ขอชื่อคุณลูกค้าจะได้ตรวจสอบให้ได้นะครับ"
"นที ครับ" (ผมหลุดปากบอกชื่อออกไป)
"นามสกุลละครับ"
"ทองสุขแก้ว ครับ" (ภาพบอลไทยในหัวผมยังไม่หาย)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะครับ ขอเช็กข้อมูลครู่หนึ่งนะครับ"
"ครับ"
เสียงกดคีย์บอร์ด
"อืออออ คุณนที ทองสุขแก้ว ตอนนี้คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตอยู่ที่ 68,000 บาท นะครับ"
"หา อะไรนะครับ" (ทำเสียงตกใจ)
"คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิต 68,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 นะครับ"
"เอ ผมไม่แน่ใจว่าผมไปใช้อะไรเยอะขนาดนั้นนะ"
"อืออออ ทางระบบแจ้งมาว่าคุณนที ไปใช้บริการที่ห้างสยามพารากอนนะครับ"
"เอ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ แล้วในยอดนั้นเป็นค่าบริการอะไรหรอครับ"
"อืออออ เป็นค่าทองรูปพรรณจำนวน 3 บาทน่ะครับ"
"อืมม ผมไม่มีบัตรเครดิตด้วยน่ะสิ"
"อืออออ คุณมียอดค้างชำระบัครเครดิตธนาคารกรุงเทพ บัตร visa สีทอง วงเงิน 100,000บาทนะครับ"
"ผมไม่ได้ไปเปิดบัตรเครดิตนะ สงสัยจะโดนขโมยแน่เลย"
"คุณนที ได้ไปทำธุรกรรมที่ใช้เอกสารทางราชการที่ไหนมารึเปล่าครับในช่วง 1 ปี 2 เดือนมานี้"
"มีไปทำบัตรประชาชนมาครับ"
"อืออออ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางคุณนทีโดนโจรกรรมข้อมุลไปแอบอ้างนะครับ"
"แน่เลยครับ อย่างนี้ผมต้องไปแจ้งความไหมเนี่ย"
"อือออออ ต้องแจ้งความแน่นอนครับ คุณนที ทองสุขแก้ว ยืนยันว่าไม่ได้เปิดบัตรเครดิต visa สีทองของธนาคารกรุงเทพ สาชา รัชดาห้วยขวาง ในวงเงิน 100,000บาทใช่ไหมครับ"
ผมไม่ได้ชื่อนที ทองสุขแก้ว และผมไม่เคยเปิดบัตรเครดิต แต่อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมตอบไปว่า
"ใช่ครับ"
"ทางเราจะรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บลาๆๆๆ เพราะเป็นคดีเร่งด่วยให้นะครับ"
"อ่า ผมขอชื่อคุณได้ไหมครับ ไว้เผื่อติดต่อ"
"อือออออ เดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อกลับไปนะครับ"
"เผื่อสายมันหลุดน่ะครับ"
"อือออออ ผมชื่อ สารัช เกตุดีครับ เบอร์ติดต่อนะครับ 02-005-5550 ครับ"
"โอเคครับ"
"งั้นเดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อเจ้าหน้าที่ กปสบลาๆๆ เลยนะครับ"
"ครับ ขอบคุณครับ"
เสียงหายไปประมาณ 10 วิ
"สวัสดีค่ะ อิชั้นเจ้าหน้าที่ กปส บลาๆๆ ติดต่อเรื่องอะไรคะ" (ป้าสักคนรับสาย)
"อ่า เหมือนผมจะโดนขโมยข้อมูลไปเปิดบัตรเครดิตครับ"
"ค่ะ ขอทราบชื่อคุณผู้เสียหายด้วยค่ะ"
"นที ทองสุขแก้วครับ" (ผมบอกชื่อไปด้วยความหวังว่าจะมีแฟนบอลเข้าใจ)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะคะ คุณนทีได้ทำธุรกรรมอะไรมาบ้างหรือเปล่าคะ"
"อ่า ผมก็ทำหลายอย่างนะครับ แต่ก็เซ็นกำกับทุกครั้งครับ"
"ค่ะ บางทีเอกสารอาจจะหลุดพ้นไปได้ รบกวนขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลงบันทึกประจำวันหน่อยนะคะ"
"ครับ ได้ครับ"
"คุณนที ทำอาชีพอะไรคะ"
"รับเหมาครับ" (ใจจริงนั้นอยากตอบว่ากองหลัง แต่อดใจไว้ทัน)
"คุณนทีอยู่ที่กรุงเทพหรือเปล่าคะ"
"เปล่าครับ แต่ตอนนี้ผมมาคุยงานที่กรุงเทพพอดีครับ"
"คุณนที มีบัญชีของธนาคารที่ไหนบ้างคะ เพื่อทางเราจะได้ไปตรวจสอบกับธนาคารนั้น"
"ผมมีของธนาคารกรุงเทพนี่ละครับ"
"ที่เดียวหรอคะ"
"อ้า แล้วก้มีของธนาคารกสิกรครับ"
"บัญชีธนาคารกรุงเทพมียอดคงเหลือในบัญชีเท่าไหร่คะ"
"แสนสองครับ"
"บัญชีธนาคารกสิกรละคะ"
"75,000ครับ"
"โอเคคะ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ขอ"
ยังไม่ทันที่ผม นที ทองสุขแก้ว จะได้เคลียร์หนี้บัตรเครดิต
ที่ถูกแก๊งค์โจรชั่วลักลอบเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
สายโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับเจ้าที่กปงปส.กุ้งเผา ก็หลุดไปเสียก่อน
น่าเสียดายนัก ที่คราวนี้จำต้องปล่อยให้แก๊งค์โจรชั่วนี่ลอยนวลไปเสียได้
แต่ไม่เป้นไร ถ้าวันใดที่แกีงค์โจรชั่วนี้กลับมา
ผม นที ทองสุขแก้ว ก็จะกลับมาจัดการกับมันอีก
Monday, December 15, 2014
เสียงในหัว
คุณเคยได้ยินเสียงตัวเองเวลาอ่านหนังสือไหม
ผมไม่ได้หมายถึงการที่คุณอ่านออกเสียงออกมาดังๆนะ
แต่หมายถึง เวลาที่คุณอ่านหนังสือเงียบๆ คุณได้ยินเสียงในหัวของคุณไหม
เวลาอ่านหนังสือ ผมมักจะได้ยินเสียงในหัวที่กำลังอ่านหนังสือให้ผมฟัง
เสียงข้างในที่ว่านั้นปรับเปลี่ยนเสียงได้หลากหลาย อาจจะเป็นเสียงของคุณเอง
เสียงคนแก่ เสียงผู้หญิง เสียงผุ้ชาย เสียงเด็ก หรือเสียงหมาแมว
เสียงในหัวเปลี่ยนไปตามลักษณะของตัวละครในเรื่องที่ผมอ่าน หรือตามแต่เนื้อหาที่อ่าน
ถ้าผมอ่านหนังสือบทความสารคดี เสียงที่ว่าจะเรียบนิ่งแต่น่าฟัง
ถ้าผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เสียงจะเหมือนผู้ประกาศข่าวตามสถานีโทรทัศน์
ผมพบว่าเสียงข้างในนั้นขึ้นกับความคุ้นเคยอีกด้วย
ถ้าบทความนั้นเป็นบทสัมภาษณ์ และผมเคยได้ยินเสียงของผู้ถูกสัมภาษณ์อยู่บ้าง
ผมจะอ่านเป็นเสียงของผู้ถูกสัมภาษณ์คนนั้น ทั้งบุคลิกและน้ำเสียงถูกจำลองขึ้นมาในหัวของผม
เหมือนถ้าผมนึกถึงมอร์แกน ฟรีแมน ทั้งหน้าตาและเสียงของเขาก็จะเข้ามาอยุ่ในประโยคที่ผมอ่านทันที
ในอีกทางหนึ่ง ถ้าผมจำประโยคที่คนๆหนึ่งพูดขึ้นมาได้
ผมก็จะอ่านประโยคนั้นด้วยเสียงของคนๆนั้นเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น "You shall not pass"
คุณอ่านประโยคข้างบนด้วยเสียงอะไร เสียงข้างในหัวของคุณเป็นเสียงแบบไหน
ถ้าเป็นเสียงของคุณเอง หรือเสียงทั่วๆไป ประโยคนี้จะเป็นเพียงประโยคภาษาอังกฤษธรรมดาเท่านั้น
แต่ถ้าคุณอ่านเสียงนั้นด้วยเสียงของพ่อมดเทาแกนดาล์ฟ
นั่นแปลว่าคุณคือแฟนลอร์ด ออฟ เดอะ ริง หรือคุณเคยดูหนังแล้วจำประโยคที่ว่านี้ได้แม่น
เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงที่ทรงพลัง เปี่ยมอำนาจ ถึงขนาดบัลร๊อคยังถูกตรึงอยู่กับที่
ทำให้ผมคิดว่า เสียงในหัวเป็นการเพิ่มอรรถรสในการอ่านอย่างหนึ่ง
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีทั้งบุคลิกและเสียงเป็นเอกลักษณ์
เพื่อนผมคนนั้นชื่อ เม้ง ตอนนี้เม้งเป็นครีเอทีฟที่เอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง
เม้งเป็นเพื่อนกับกิ๊บ (กิ๊บที่โดนซูซี่ไล่ออกจากบ้าน) ทั้ง 2 คนนี้ทำงานอยู่ด้วยกัน
เวลาที่ 2 คนนี้อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ ฟาร์มหมาแถวนั้นปิดกิจการได้เลย
เพราะหมาที่ออกมาจากปากของทั้งคู่นั้น ทั้งแข็งแรง สุขภาพดี ที่สำคัญคือเห่าเก่ง
แต่ถึงแม้จะปากหมานรกแบบนี้ เม้งก็เป็นคนจิตใจดี คิดดี และรักเพื่อน
ในกลุ่มเพื่อนฝุงนั้น แม้บางครั้งจะหยาบโลนกันแต่ก็เนื้อแท้แล้วทุกคนให้ความเคารพกัน
หลายครั้งเม้งชอบพูดจาโผงผาง แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้ว่าเม้งคิดดี
บางครั้งผมก็อดรำคาญไม่ได้ หลายครั้งผมเอาหูทวนลม บางครั้งผมอยากเอาส้อมจิ้มตามัน
แต่ทุกครั้งผมก็ฟังสิ่งที่เม้งพูด เพราะเนื้อแท้นั้นเป็นสิ่งที่น่าฟัง
เสียงของเม้งนั้นนุ่ม ออกแนวโทนต่ำๆ ฟังดูอบอุ่น มีเอกลักษณ์และเม้งชอบทำเสียงหล่อ
เวลามีงานเม้งมักจะได้รับบทพิธีกร หรือบางงานโฆษณาก็ใช้เสียงของเม้งเองในงานก็มี
สาวคนไหนได้ฟังอาจเคลิ้มตามไปโดยไม่รู้ตัว แม้ขณะนั้นเม้งกำลังด่าพ่อเธออยู่ก็ตาม
เม้งเป็นคนคิดดี ทำดี และเมื่อคิดดีแล้ว เม้งจึงลองธรรมดี
เม้งบวชอยู่ที่วัดป่าสวนโมกข์ ในช่วงที่ผมยังอยู่ที่อเมริกา
ผมก็ได้แต่อโหสิกรรมให้เม้งไป แล้ววันนึงพระเม้งก็ whatsapp มาหาผม
ผมจำไม่ได้ว่าเราคุยกันเรื่องอะไร แต่ผมตอบพระเม้งไปว่า
"ไอ้ห่า"
"เฮ้ย ด่าพระ" พระเม้งบอกผม
"ด่าพระบาปมั๊ย" ผมถามด้วยความไม่รู้
"ถ้าคิดว่าบาปก็บาป ถ้าคิดว่าไม่บาปก็ไม่บาป" พระเม้งตอบ
"งั้นกูคิดว่าไม่บาป ห่านน" ผมตอบพระเม้งด้วยใจบริสุทธิ์
หลังจากกลับเข้าทางโลก เม้งยังพูดจาเหมือนเดิม
แต่เรื่องนึงที่เห็นได้ชัดคือ มีเรื่องธรรมะแทรกเข้ามา
ธรรมะที่ว่าไม่เหมือนกับการฟังพระเทศน์ หรืออ่านบทเรียนพุทธศาสนา
ธรรมะที่เม้งเล่าคือการอธิบายเหตุและผลของสิ่งต่างๆ
ผมเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง ตามประสาของคนขี้สงสัย
เม้งไม่บอกให้ผมเชื่อ เม้งบอกให้ผมลอง
ผมเจอเม้งเขียนคอลัมน์ลงในนิตยสารยอดนิยมเล่มหนึ่ง
ซึ่งนับว่าเป็นความบังเอิญ เพราะผมไปยืนอ่านนิตยสารหัวนี้มาตลอดในร้านหนังสือ
การที่มาเจอเม้งเขียนอยู่ สร้างความประหลาดใจแก่ผมเหมือนกัน
เหมือนเดินๆอยู่ แล้วหันไปเจอเพื่อนยืนพูดอยู่บนเวที
เป็นความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ อารมณ์อยากสะกิดคนข้างๆว่า "นั่นเพื่อนผมๆ"
คอลัมน์ที่เม้งเขียนเป็นหัวข้อเกี่ยวกับธรรมมะ
เนื้อหาที่เม้งเขียนเป็นเรื่องธรรมมะในมุมมองใกล้ตัว
ผมอ่านเรื่องที่เม้งเขียนในอีกความรู้สึกหนึ่ง
ความรู้สึกนั้นเหมือนเม้งกำลังยืนพูดให้คนหลายคนฟังอยุ่
ผมยืนอ่านไปพลางผมรู้สึกเหมือนเม้งมายืนพูดให้ฟังอยู่ข้างๆ
เสียงของเม้งทุ้ม นุ่มกังวาล เหมือนเดิม
เม้งพูดดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้น
จนผมรำคาญ ผมเลยวางนิตยสารเล่มนั้นลงแล้วเลิกอ่าน
ปล. คอลัมน์ที่เม้งเขียนชื่อ "ย้ำคิด ย้ำธรรม" ลงในนิตยสาร aday
ผมไม่ได้หมายถึงการที่คุณอ่านออกเสียงออกมาดังๆนะ
แต่หมายถึง เวลาที่คุณอ่านหนังสือเงียบๆ คุณได้ยินเสียงในหัวของคุณไหม
เวลาอ่านหนังสือ ผมมักจะได้ยินเสียงในหัวที่กำลังอ่านหนังสือให้ผมฟัง
เสียงข้างในที่ว่านั้นปรับเปลี่ยนเสียงได้หลากหลาย อาจจะเป็นเสียงของคุณเอง
เสียงคนแก่ เสียงผู้หญิง เสียงผุ้ชาย เสียงเด็ก หรือเสียงหมาแมว
เสียงในหัวเปลี่ยนไปตามลักษณะของตัวละครในเรื่องที่ผมอ่าน หรือตามแต่เนื้อหาที่อ่าน
ถ้าผมอ่านหนังสือบทความสารคดี เสียงที่ว่าจะเรียบนิ่งแต่น่าฟัง
ถ้าผมอ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ เสียงจะเหมือนผู้ประกาศข่าวตามสถานีโทรทัศน์
ผมพบว่าเสียงข้างในนั้นขึ้นกับความคุ้นเคยอีกด้วย
ถ้าบทความนั้นเป็นบทสัมภาษณ์ และผมเคยได้ยินเสียงของผู้ถูกสัมภาษณ์อยู่บ้าง
ผมจะอ่านเป็นเสียงของผู้ถูกสัมภาษณ์คนนั้น ทั้งบุคลิกและน้ำเสียงถูกจำลองขึ้นมาในหัวของผม
เหมือนถ้าผมนึกถึงมอร์แกน ฟรีแมน ทั้งหน้าตาและเสียงของเขาก็จะเข้ามาอยุ่ในประโยคที่ผมอ่านทันที
ในอีกทางหนึ่ง ถ้าผมจำประโยคที่คนๆหนึ่งพูดขึ้นมาได้
ผมก็จะอ่านประโยคนั้นด้วยเสียงของคนๆนั้นเสมอ
ยกตัวอย่างเช่น "You shall not pass"
คุณอ่านประโยคข้างบนด้วยเสียงอะไร เสียงข้างในหัวของคุณเป็นเสียงแบบไหน
ถ้าเป็นเสียงของคุณเอง หรือเสียงทั่วๆไป ประโยคนี้จะเป็นเพียงประโยคภาษาอังกฤษธรรมดาเท่านั้น
แต่ถ้าคุณอ่านเสียงนั้นด้วยเสียงของพ่อมดเทาแกนดาล์ฟ
นั่นแปลว่าคุณคือแฟนลอร์ด ออฟ เดอะ ริง หรือคุณเคยดูหนังแล้วจำประโยคที่ว่านี้ได้แม่น
เสียงที่ออกมาจะเป็นเสียงที่ทรงพลัง เปี่ยมอำนาจ ถึงขนาดบัลร๊อคยังถูกตรึงอยู่กับที่
ทำให้ผมคิดว่า เสียงในหัวเป็นการเพิ่มอรรถรสในการอ่านอย่างหนึ่ง
ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีทั้งบุคลิกและเสียงเป็นเอกลักษณ์
เพื่อนผมคนนั้นชื่อ เม้ง ตอนนี้เม้งเป็นครีเอทีฟที่เอเจนซี่โฆษณาแห่งหนึ่ง
เม้งเป็นเพื่อนกับกิ๊บ (กิ๊บที่โดนซูซี่ไล่ออกจากบ้าน) ทั้ง 2 คนนี้ทำงานอยู่ด้วยกัน
เวลาที่ 2 คนนี้อยู่ด้วยกันเมื่อไหร่ ฟาร์มหมาแถวนั้นปิดกิจการได้เลย
เพราะหมาที่ออกมาจากปากของทั้งคู่นั้น ทั้งแข็งแรง สุขภาพดี ที่สำคัญคือเห่าเก่ง
แต่ถึงแม้จะปากหมานรกแบบนี้ เม้งก็เป็นคนจิตใจดี คิดดี และรักเพื่อน
ในกลุ่มเพื่อนฝุงนั้น แม้บางครั้งจะหยาบโลนกันแต่ก็เนื้อแท้แล้วทุกคนให้ความเคารพกัน
หลายครั้งเม้งชอบพูดจาโผงผาง แต่ผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะรู้ว่าเม้งคิดดี
บางครั้งผมก็อดรำคาญไม่ได้ หลายครั้งผมเอาหูทวนลม บางครั้งผมอยากเอาส้อมจิ้มตามัน
แต่ทุกครั้งผมก็ฟังสิ่งที่เม้งพูด เพราะเนื้อแท้นั้นเป็นสิ่งที่น่าฟัง
เสียงของเม้งนั้นนุ่ม ออกแนวโทนต่ำๆ ฟังดูอบอุ่น มีเอกลักษณ์และเม้งชอบทำเสียงหล่อ
เวลามีงานเม้งมักจะได้รับบทพิธีกร หรือบางงานโฆษณาก็ใช้เสียงของเม้งเองในงานก็มี
สาวคนไหนได้ฟังอาจเคลิ้มตามไปโดยไม่รู้ตัว แม้ขณะนั้นเม้งกำลังด่าพ่อเธออยู่ก็ตาม
เม้งเป็นคนคิดดี ทำดี และเมื่อคิดดีแล้ว เม้งจึงลองธรรมดี
เม้งบวชอยู่ที่วัดป่าสวนโมกข์ ในช่วงที่ผมยังอยู่ที่อเมริกา
ผมก็ได้แต่อโหสิกรรมให้เม้งไป แล้ววันนึงพระเม้งก็ whatsapp มาหาผม
ผมจำไม่ได้ว่าเราคุยกันเรื่องอะไร แต่ผมตอบพระเม้งไปว่า
"ไอ้ห่า"
"เฮ้ย ด่าพระ" พระเม้งบอกผม
"ด่าพระบาปมั๊ย" ผมถามด้วยความไม่รู้
"ถ้าคิดว่าบาปก็บาป ถ้าคิดว่าไม่บาปก็ไม่บาป" พระเม้งตอบ
"งั้นกูคิดว่าไม่บาป ห่านน" ผมตอบพระเม้งด้วยใจบริสุทธิ์
หลังจากกลับเข้าทางโลก เม้งยังพูดจาเหมือนเดิม
แต่เรื่องนึงที่เห็นได้ชัดคือ มีเรื่องธรรมะแทรกเข้ามา
ธรรมะที่ว่าไม่เหมือนกับการฟังพระเทศน์ หรืออ่านบทเรียนพุทธศาสนา
ธรรมะที่เม้งเล่าคือการอธิบายเหตุและผลของสิ่งต่างๆ
ผมเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง ตามประสาของคนขี้สงสัย
เม้งไม่บอกให้ผมเชื่อ เม้งบอกให้ผมลอง
ผมเจอเม้งเขียนคอลัมน์ลงในนิตยสารยอดนิยมเล่มหนึ่ง
ซึ่งนับว่าเป็นความบังเอิญ เพราะผมไปยืนอ่านนิตยสารหัวนี้มาตลอดในร้านหนังสือ
การที่มาเจอเม้งเขียนอยู่ สร้างความประหลาดใจแก่ผมเหมือนกัน
เหมือนเดินๆอยู่ แล้วหันไปเจอเพื่อนยืนพูดอยู่บนเวที
เป็นความรู้สึกภูมิใจเล็กๆ อารมณ์อยากสะกิดคนข้างๆว่า "นั่นเพื่อนผมๆ"
คอลัมน์ที่เม้งเขียนเป็นหัวข้อเกี่ยวกับธรรมมะ
เนื้อหาที่เม้งเขียนเป็นเรื่องธรรมมะในมุมมองใกล้ตัว
ผมอ่านเรื่องที่เม้งเขียนในอีกความรู้สึกหนึ่ง
ความรู้สึกนั้นเหมือนเม้งกำลังยืนพูดให้คนหลายคนฟังอยุ่
ผมยืนอ่านไปพลางผมรู้สึกเหมือนเม้งมายืนพูดให้ฟังอยู่ข้างๆ
เสียงของเม้งทุ้ม นุ่มกังวาล เหมือนเดิม
เม้งพูดดังขึ้น ดังขึ้น และดังขึ้น
จนผมรำคาญ ผมเลยวางนิตยสารเล่มนั้นลงแล้วเลิกอ่าน
ปล. คอลัมน์ที่เม้งเขียนชื่อ "ย้ำคิด ย้ำธรรม" ลงในนิตยสาร aday
Wednesday, December 10, 2014
ชั่วโมงเรียนที่ 3
วันที่ผมสอนนั้นเป็นวันอาทิตย์ กำหนดการคือเริ่มสอนตอน 10 โมง
จากนั้นพักเที่ยง 1 ชั่วโมง ก่อนจะเริ่มสอนต่อตอนบ่ายโมง แล้วจบชั่วโมงเรียนตอน 1 ทุ่ม
แน่นอนว่าเวลาที่ใช้จริงย่อมไม่เหมือนเวลาตามตารางในกระดาษ
เริ่ม 10 โมงจะมีนักเรียนในห้องประมาณ 1 ใน 4 ของห้องหรือราวๆ 20 คน
พอใกล้เที่ยงจะมากันเกือบค่อนห้อง และจะมาเกือบครบในช่วงหลังพักเที่ยง
ในตอนแรกๆ ผมคิดว่าอาจจะเป็นเรื่องกระทันหันที่เตรียมตัวไม่ทันเลยมาสาย
แต่พอเริ่มครั้งที่ 2 ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นเรื่องปกติ
ผมถามนักเรียนคนหนึ่งว่า ทำไมเล่นมาซะบ่ายเลยล่ะ
นักเรียนคนนั้นตอบผมว่า
"เรียนเช้าเกิน ตื่นไม่ไหวครับอาจารย์"
ผมนึกย้อนกลับไปสมัยเรียน ที่อาจารย์จะคอยจำ้จี้จำ้ไช สอนจนปากเปียกปากแฉะ
ตามงานที่เราขาดส่ง คอยเตือนเวลาที่เรามาสาย
ผมเองก็เป็นนักเรียนมาก่อน และแน่นอนว่าต้องเคยมาสาย
บางคนอาจมองว่าอาจารย์จะมาอะไรกับนักเรียนมากมาย
ทั้งๆที่ ที่อาจารย์ทำมาทั้งหมดก็เพื่อตัวนักเรียนเอง
วิถีแบบไทยๆที่อาจารย์มองนักเรียนเหมือนลูก เหมือนผุ้ใหญ่ดูแลเด็ก
และคอยตักเตือนให้นักเรียนประพฤติตนทั้งในและนอกเวลาเรียน
จะให้บอกว่าแบบไหนดีกว่ากันคงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคนเราต่างกัน
บางคนประพฤติตนให้อยู่ตามกฎเมื่อได้รับการตักเตือน
บางคนกลับพยายามแหกคอกเมื่อได้รับการตักเตือน
ถ้าคุณมาสาย อาจารย์เตือนคุณเพื่อโอกาสของคุณเอง
ถ้าคุณขาดเรียน อาจารย์เตือนคุณเพื่อที่คุณจะมีเวลาเรียนพอ
ถ้าคุณขาดส่งงาน อาจารย์เตือนคุณเพื่อย้ำถึงความรับผิดชอบของตัวคุณเอง
ถ้าคุณทำงานใช้ไม่ได้ อาจารย์เตือนคุณเพื่อให้พร้อมกับสังคมการทำงาน
จนเมื่อสมัยไปเรียนที่อเมริกา ผมจึงเห็นความแตกต่างของความเป็นอาจารย์
ที่นี่อาจารย์จะมองนักเรียนว่าเป็นคนๆหนึ่ง ที่ควรจะมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน
การดุด่าว่ากล่าว หรือตักเตือนจะพบเห็นได้น้อยมาก ยิ่งในสายงานที่การแข่งขันสูงยิ่งแล้วใหญ่
ถ้าคุณมาสาย นั่นก็เรื่องของคุณที่จะพลาดโอกาสในตอนเช้า
ถ้าคุณขาดเรียน นั่นก็เรื่องของคุณที่ปลายเทอมเวลาเรียนคุณจะไม่พอ
ถ้าคุณขาดส่งงาน นั่นก็เรื่องของคุณที่จะไม่มีคะแนนเก็บ
ถ้าคุณทำงานใช้ไม่ได้ นั่นก็เรื่องของคุณที่จะจบ (ถ้าจบนะ) แล้วหางานทำไม่ได้
คุณจะใช้ชีวิตแบบไหน นั่นขึ้นกับสิ่งที่คุณเลือกเอง
คนที่ไม่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำ ย่อมมีโอกาสน้อยกว่าคนที่เตรียมพร้อมเสมอ
ผมมาคิดดูแล้ว บางทีผมอาจจะไม่ใช่อาจารย์ใจดีอย่างที่นักเรียนคิด
เด็กหลายคนอาจคิดว่าผมใจดี ไม่เหมือนอาจารย์ที่เขาเคยเรียนมาด้วยที่คอยจู้จี้จุกจิก
แต่จริงๆแล้ว ผมแค่ไม่สนใจ
อาจจะด้วยความที่เป็นอาจารย์พิเศษ ทำให้ใช้เวลากับนักเรียนแค่ช่วงเวลาในห้องเรียนเท่านั้น
ผมจึงไม่สนใจว่านักเรียนที่ผมสอนจะใช้ชีวิตอย่างไร มีปัญหาอะไรไหม
ผมสนใจว่า ในชั่วโมงเขามีความกระตือรือล้นในการเรียนไหม
ถ้าเขาพร้อม ผมก็ยินดีที่จะให้ และถ้าเขาเปิดรับ ผมก็จะชี้ทางให้เขาเห็นว่าข้างหน้ามันมีอะไร
ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีวิธีการคิดที่ต่างกัน วิธีที่ผมแนะนำเป็นเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น
เขาไม่จำเป็นที่จะต้องเชื่อที่ผมสอนทั้งหมดก็ได้ ถ้าเขาคิดว่ามีวิธีไหนที่ดีกว่าผมก็พร้อมรับฟัง
หรือจะไม่เชื่อเลยก็ได้ ถ้างานที่เขาทำออกมาทำได้เหมือนหรือดีกว่าวิธีที่ผมสอน
กลับมาที่หลังจากนักเรียนคนนั้นตอบผมว่า มันเช้าเกินทำให้มาเรียนไม่ไหว
ผมตอบกลับไปแค่ว่า "อืม ก็จริงนะ วันอาทิตย์ใครๆก็อยากตื่นสายกัน"
เพราะผมเองก็ไม่อยากตื่นตั้งแต่ตี 5 ของเช้าวันอาทิตย์
เพื่อขึ้นเครื่องบินมาสอนเหมือนกัน
Monday, December 8, 2014
เรื่องของอุซาโกะกับมายพอด
ในชีวิตนี้คุณมีเจ้าอุปกรณ์พกพามาแล้วกี่ชิ้น
คุณยังจำเจ้าอุปกรณ์ชิ้นที่มีความหลังกับคุณเยอะที่สุดได้หรือไม่
ซาวอเบาท์เครื่องแรกของคุณสีอะไร
เทปม้วนไหนที่คุณฟังจนยืด
ในไอพอดคุณมีเพลงอยุ่กี่ร้อยพันเพลง
และครั้งสุดท้ายที่คุณแบคอัพไอพอดของคุณคือเมื่อไหร่
แอบบอกวันนี้ของเสนอเรื่องราวดราม่าเคล้าน้ำตาของทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่น @kameco3
ที่บันทึกเรื่องราวของเธอและมายพอด อุปกรณ์พกพาที่ไปกับเธอแทบทุกที่
admin: TK
credit http://en.rocketnews24.com/2014/12/08/tear-jerking-illustrations-of-a-twitter-users-deteriorating-ipod-goes-viral-in-japan/
คุณยังจำเจ้าอุปกรณ์ชิ้นที่มีความหลังกับคุณเยอะที่สุดได้หรือไม่
ซาวอเบาท์เครื่องแรกของคุณสีอะไร
เทปม้วนไหนที่คุณฟังจนยืด
ในไอพอดคุณมีเพลงอยุ่กี่ร้อยพันเพลง
และครั้งสุดท้ายที่คุณแบคอัพไอพอดของคุณคือเมื่อไหร่
แอบบอกวันนี้ของเสนอเรื่องราวดราม่าเคล้าน้ำตาของทวิตเตอร์ชาวญี่ปุ่น @kameco3
ที่บันทึกเรื่องราวของเธอและมายพอด อุปกรณ์พกพาที่ไปกับเธอแทบทุกที่
admin: TK
credit http://en.rocketnews24.com/2014/12/08/tear-jerking-illustrations-of-a-twitter-users-deteriorating-ipod-goes-viral-in-japan/
และก็เหมือนจุดเริ่มต้นของค
อุซาโกะกับมายพอดต่างไม่รู้
มายพอด: เอาล่ะ ฉันน่ะร้องลำตัดเก่งนะ เพลงคลาสสิคก็ได้ เปียโนก็ยังไหว เอ หรือเธออยากจะลองฟังเพลงมาร
อุซาโกะ : .....
ต่อมาเมื่ออุซาโกะและมายพอด
มายพอด: อืม เธอชอบฟังเพลงแบบนี้หรอ
อุซาโกะ: ใช่แล้วล่ะ เธอช่วยจำมันไว้ด้วยนะ
วันและคืนที่ทั้งสองได้ใช้เ
แต่อย่างไรก็ตามวันที่อุซาโ
อุซาโกะ: ฉันยืมซีดีมาจากเพื่อนหลายแ
มายพอด: ได้เลย เดี๋ยวฉันจะจำให้หมดเลยนะ
มายพอดเก็บเพลงใหม่ๆลงในควา
มายพอด: โทษทีนะ ฉันไม่รู้จักเพลงนี้ล่ะ เดี๋ยวฉันข้ามไปเล่นเพลงอื่
อุซาโกะ: เอ๋ แต่เธอเคยจำเพลงนี้ได้นี่
มายพอดเริ่มแสดงอาการผิดปกต ิ และอาเจียนสิ่งเขาเอาเข้าไป ออกมา
มายพอด: ไม่มีเพลงไหนที่ฉันรู้จักเล ย
มายพอด: ไม่มีเพลงไหนที่ฉันรู้จักเล
อุซาโกะ: เธอ เธอเป็นอะไรหรือเปล่า
มายพอด: ฉันไม่เป็นไร ก็แค่ ก็แค่ต้องจำเพลงพวกนี้ใหม่เ ท่านั้นเอง
มายพอดเริ่มสูญเสียความทรงจ ำไปทีละนิด และสุดท้ายมายพอดก็ลืมอุซาโ กะ
อุซาโกะต้องแนะนำตัวเธอเองใ หม่ทุกครั้งที่เขาเจอกัน
ตอนนี้ทั้งสองยังอยู่ด้วยกั น และใช้เวลาที่เหลืออยู่กับค วามทรงจำเท่าที่มี
"อย่าลืมฉันนะ"
มายพอด: ฉันไม่เป็นไร ก็แค่ ก็แค่ต้องจำเพลงพวกนี้ใหม่เ
มายพอดเริ่มสูญเสียความทรงจ
อุซาโกะต้องแนะนำตัวเธอเองใ
ตอนนี้ทั้งสองยังอยู่ด้วยกั
"อย่าลืมฉันนะ"
Sunday, December 7, 2014
ออสการ์ พิคโตเรียส
หลายครั้งที่เวลานึกถึงคนที่สร้างแรงบันดาลใจ เรื่องที่ผมมักจะนึกถึงมักจะมีเรื่องของ ออสการ์ พิคโตเรียส รวมอยู่ด้วย
ออสการ์ (ขอย่อสั้นๆว่าแบบนี้ละกัน) เป็นชาวแอฟริกาใต้แต่กำเนิด
ออสการ์ใช้ชีวิตในวัยเด็กเล่นกีฬามาหลากลายชนิด ทั้งโปโลน้ำ เทนนิส มวยปล้ำและรักบี้
จวบจนเมื่อออสการ์ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจากการเล่นรักบี้ เขาจึงหันมาวิ่งแทน
ออสการ์เริ่มสะสมชื่อเสียงจากการวิ่งมาด้วยการกวาดรางวัลต่างๆมากมาย
จนกระทั่งออสการ์ได้ไปแข่งโอลิมปิกในนามทีมชาติแอฟริกาใต้
เรื่องของออสการ์ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของนักกีฬาทั่วไป
ที่อาศัยความพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมาย
สิ่งที่ออสการ์แตกต่างจากนักวิ่งโอลิมปิกคนอื่นคือ
ออสการ์ไม่มีขา
ออสการ์เกิดขึ้นพร้อมกับโรคที่ติดตัวมาคือโรค Fibular Hemimelia ที่ขาทั้ง 2 ข้าง
นั่นคือออสการ์ไม่มีหน้าแข้ง เมื่อเขาอายุ 11 เดือนจึงได้รับการผ่าตัดส่วนที่เกินออก
ทำให้ออสการ์มีส่วนขาแค่ถึงใต้หัวเข่าเท่านั้น
ขาเทียมที่ออสการ์ใช้ในการวิ่งนั้นนั้นมีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นเหล็กบางๆ มากกว่าขาเทียมที่เราเห็นกันทั่วไป
และด้วยความเร็วของออสการ์ ทำให้เขามีฉายาว่า Blade Runner
https://www.youtube.com/watch?v=DAzK1GQUtC8
ออสการ์เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ Nike ในโฆษณาหลายๆชุด
หนึ่งในโฆษณาที่ผมดูแล้วรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจมากที่สุดคือ
โฆษณาชุด "Bad listener" ของ Nike
หลังจากออสการ์ลงแข่งพาราลิมปิกเกมส์ (การแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการ) และได้รับเหรียญทองในการแข่งขันหลายครั้ง
เขาจึงขยับเข้าหาเป้าหมายที่ใกล้ขึ้นอย่าง โอลิมปิกเกมส์
ตอนที่ออสการ์ตัดสินใจจะลงโอลิมปิกเกมนั้น มีเสียงคัดค้านมาจากหลายทาง
บ้างก็ว่าออสการ์น่าจะจัดอยู่ในประเภทกีฬาคนพิการ บ้างว่าไม่เหมาะสม
และบ้างว่า ออสการ์ได้เปรียบเหนือผู้แข่งขันคนอื่นเพราะขาเทียม
สุดท้ายแล้วออสการ์ก็ได้ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนเมื่อปี 2012
แม้ผลงานจะไม่เข้าเป้าตามที่หมายไว้ ทีมชาติแอฟริกาใต้ทำผลงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
แต่ออสการ์ก็ได้รับการจารึกในฐานะนักกีฬาวิ่งคนแรกที่เข้าแข่งโอลิมปิกโดยไม่มีขา
เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดน่าจะจบลงที่ตรงนี้
หลังจากออสการ์กลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
เขาก็มุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมต่อ และกลับมาได้รับชัยชนะในโอลิมปิกครั้งถัดไป
แต่เรื่องจริงคือ หลังจากจบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไม่นาน
ออสการ์ก็ก่อเหตุฆาตกรรมขึ้น
ออสการ์ให้การว่าเขาตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ
ทำให้คิดว่ามีคนบุกเข้ามาในบ้านของเขา เขาจึงเดินไปดู
และตัดสินใจชักปืนยิงผู้ต้องสงสัย ซึ่งต่อมาจึงเห็นว่าเป็นแฟนสาวของเขาเอง
คดีของออสการ์ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งหลาย
เนื่องด้วยออสการ์เองเป็นคนดัง และแฟนสาวของเขาก็เป็นนางแบบ
เรื่องราวส่วนตัวของออสการ์จึงถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ทั้งความเป็นคนเจ้าอารมณ์และรุนแรง
หรือประวัติการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย และการพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
ท้ายที่สุด ออสการ์ได้รับคำพิพากษามีความผิดฐานฆาตกรรมและต้องโทษจำคุก 5 ปี
เรื่องราวของออสการ์จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงเสมอเวลาหาแรงบันดาลใจว่า
ที่สุดแล้วจะดีเลิศแค่ไหน ทั้งเขาและเราก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่สมบูรณ์แบบอยู่เหมือนกัน
ออสการ์ (ขอย่อสั้นๆว่าแบบนี้ละกัน) เป็นชาวแอฟริกาใต้แต่กำเนิด
ออสการ์ใช้ชีวิตในวัยเด็กเล่นกีฬามาหลากลายชนิด ทั้งโปโลน้ำ เทนนิส มวยปล้ำและรักบี้
จวบจนเมื่อออสการ์ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าจากการเล่นรักบี้ เขาจึงหันมาวิ่งแทน
ออสการ์เริ่มสะสมชื่อเสียงจากการวิ่งมาด้วยการกวาดรางวัลต่างๆมากมาย
จนกระทั่งออสการ์ได้ไปแข่งโอลิมปิกในนามทีมชาติแอฟริกาใต้
เรื่องของออสการ์ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของนักกีฬาทั่วไป
ที่อาศัยความพยายามฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะไปถึงเป้าหมาย
สิ่งที่ออสการ์แตกต่างจากนักวิ่งโอลิมปิกคนอื่นคือ
ออสการ์ไม่มีขา
ออสการ์เกิดขึ้นพร้อมกับโรคที่ติดตัวมาคือโรค Fibular Hemimelia ที่ขาทั้ง 2 ข้าง
นั่นคือออสการ์ไม่มีหน้าแข้ง เมื่อเขาอายุ 11 เดือนจึงได้รับการผ่าตัดส่วนที่เกินออก
ทำให้ออสการ์มีส่วนขาแค่ถึงใต้หัวเข่าเท่านั้น
ขาเทียมที่ออสการ์ใช้ในการวิ่งนั้นนั้นมีลักษณะเป็นเหมือนแผ่นเหล็กบางๆ มากกว่าขาเทียมที่เราเห็นกันทั่วไป
และด้วยความเร็วของออสการ์ ทำให้เขามีฉายาว่า Blade Runner
https://www.youtube.com/watch?v=DAzK1GQUtC8
ออสการ์เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับ Nike ในโฆษณาหลายๆชุด
หนึ่งในโฆษณาที่ผมดูแล้วรู้สึกได้รับแรงบันดาลใจมากที่สุดคือ
โฆษณาชุด "Bad listener" ของ Nike
หลังจากออสการ์ลงแข่งพาราลิมปิกเกมส์ (การแข่งขันกีฬาสำหรับคนพิการ) และได้รับเหรียญทองในการแข่งขันหลายครั้ง
เขาจึงขยับเข้าหาเป้าหมายที่ใกล้ขึ้นอย่าง โอลิมปิกเกมส์
ตอนที่ออสการ์ตัดสินใจจะลงโอลิมปิกเกมนั้น มีเสียงคัดค้านมาจากหลายทาง
บ้างก็ว่าออสการ์น่าจะจัดอยู่ในประเภทกีฬาคนพิการ บ้างว่าไม่เหมาะสม
และบ้างว่า ออสการ์ได้เปรียบเหนือผู้แข่งขันคนอื่นเพราะขาเทียม
สุดท้ายแล้วออสการ์ก็ได้ไปแข่งกีฬาโอลิมปิกที่ลอนดอนเมื่อปี 2012
แม้ผลงานจะไม่เข้าเป้าตามที่หมายไว้ ทีมชาติแอฟริกาใต้ทำผลงานไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
แต่ออสการ์ก็ได้รับการจารึกในฐานะนักกีฬาวิ่งคนแรกที่เข้าแข่งโอลิมปิกโดยไม่มีขา
เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดน่าจะจบลงที่ตรงนี้
หลังจากออสการ์กลับจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
เขาก็มุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมต่อ และกลับมาได้รับชัยชนะในโอลิมปิกครั้งถัดไป
แต่เรื่องจริงคือ หลังจากจบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไม่นาน
ออสการ์ก็ก่อเหตุฆาตกรรมขึ้น
ออสการ์ให้การว่าเขาตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ
ทำให้คิดว่ามีคนบุกเข้ามาในบ้านของเขา เขาจึงเดินไปดู
และตัดสินใจชักปืนยิงผู้ต้องสงสัย ซึ่งต่อมาจึงเห็นว่าเป็นแฟนสาวของเขาเอง
คดีของออสการ์ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั้งหลาย
เนื่องด้วยออสการ์เองเป็นคนดัง และแฟนสาวของเขาก็เป็นนางแบบ
เรื่องราวส่วนตัวของออสการ์จึงถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ทั้งความเป็นคนเจ้าอารมณ์และรุนแรง
หรือประวัติการใช้กำลังทำร้ายร่างกาย และการพกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต
ท้ายที่สุด ออสการ์ได้รับคำพิพากษามีความผิดฐานฆาตกรรมและต้องโทษจำคุก 5 ปี
เรื่องราวของออสการ์จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงเสมอเวลาหาแรงบันดาลใจว่า
ที่สุดแล้วจะดีเลิศแค่ไหน ทั้งเขาและเราก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ไม่สมบูรณ์แบบอยู่เหมือนกัน
Tuesday, December 2, 2014
อย่าเพิ่งบ่น
สมัยเรียน ป.ตรีที่ไทย ผมเรียนที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ
ช่วงนั้นผมเรียนๆเล่นๆด้วยความที่มีกิจกรรมในมหาลัยมากมาย
ทำให้หลายครั้งไปโฟกัสกับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน
หลายครั้งทำงานแบบพอส่ง ทำให้เสร็จตามกำหนดการ
และด้วยตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดทุกวัน (จ-ศ)
ทำให้หลายครั้งงานที่ทำออกมาลวกๆ
ในตอนนั้นผมคิดว่าไม่เป็นไร งานสไตล์ใครสไตล์มัน
จวบจนมาเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา
ครั้งแรกที่ได้เห็นตารางเรียนถึงกับตะลึง
เพราะเทอมนึงเรียนแค่ 3 ตัวเท่านั้น
คืออาทิตย์นึงเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง นอกนั้นว่าง
ในใจตอนนั้นผมคิดว่า อะไรมันจะเรียนน้อยขนาดนี้(วะ)
จนมาภายหลังถึงได้รู้ว่า ที่ว่าเวลาเรียนแค่ 3 ตัวน่ะ
เวลาที่เหลือเขาให้ไว้ใช้ทำงาน
สาขาที่ผมเรียนคือสาขาอนิเมชั่น ซึ่งผมเน้นไปที่การทำโมเดลเป็นหลัก
แม้ตามตารางจะเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง แต่ผมไปโรงเรียนทุกวันรวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งที่ไปก็ไม่ได้ไปเรียนหรอก แต่ไปนั่งทำงานในแลป
ผมจะไปถึงโรงเรียนราวๆ 9 โมง เพื่อที่จะได้นั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์แรงๆ
และลากยาวไปถึง 5 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย
ชีวิตตอนเรียน ป.โทของผมเป็นแบบนี้ และเพื่อนของผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
งานสายอนิเมชั่น เป็นสายเน้นสกิล ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกสกิลของเราให้ดี
หลายครั้งที่งานออกมาไม่ได้ดั่งใจ
ผมจะหันไปมองเพื่อนหรือใครก็ไม่รู้ในแลปที่ทำงานออกมาดี
และคิดกับตัวเองว่า เราจะต้องทำแบบนั้นให้ได้
ผมพยายามจะไม่บ่นให้มาก โดยการตั้งคติในใจว่า
"อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังทำไม่ถึง 100 ครั้ง"
ทำไมถึงต้องอย่าเพิ่งบ่น
ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มทำอะไรก็ตามแล้วเริ่มบ่น จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม
การบ่นตอนนั้นจะทำให้เราท้อ ยิ่งบ่นเยอะยิ่งเห็นถึงความลำบากในการทำงาน
พอรู้สึกลำบากมากๆเข้าก็จะเริ่มท้อและพาลล้มเลิกความตั้งใจนั้นเสีย
ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้อง 100 ครั้ง
ผมคิดว่าถ้าคุณทำอะไรก็ตามซ้ำๆ ไปจนชำนาญ
ทำไปจนรู้ว่าอะไรมันน่าจะเป็นยังไง ปัญหานี้น่าจะแก้ยังไง
ในตอนนั้นคุณอาจทำงานได้คล่องมากขึ้น เก่งมากขึ้น
และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณ
ซึ่งเมื่อคุณทำได้ดีขนาดนั้นแล้ว คุณก็จะเลิกบ่น
ทุกวันนี้ผมยังจำและใช้เจ้าคติที่ว่านี้ในกับทุกๆเรื่อง
แม้ชั่วขณะที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ก็ตาม ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังเขียนไม่ถึง 100 เรื่อง
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังวาดไม่ถึง 100 มุข
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังส่งไม่ถึง 100 สำนักพิมพ์
และอย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังอยากเขียน
ปล. ในภาพเป็นสมัยที่ทำงานที่อเมริกา ช่วงนั้นทำแต่โปรเจคเกมม้านานไปหน่อย
ช่วงนั้นผมเรียนๆเล่นๆด้วยความที่มีกิจกรรมในมหาลัยมากมาย
ทำให้หลายครั้งไปโฟกัสกับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน
หลายครั้งทำงานแบบพอส่ง ทำให้เสร็จตามกำหนดการ
และด้วยตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดทุกวัน (จ-ศ)
ทำให้หลายครั้งงานที่ทำออกมาลวกๆ
ในตอนนั้นผมคิดว่าไม่เป็นไร งานสไตล์ใครสไตล์มัน
จวบจนมาเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา
ครั้งแรกที่ได้เห็นตารางเรียนถึงกับตะลึง
เพราะเทอมนึงเรียนแค่ 3 ตัวเท่านั้น
คืออาทิตย์นึงเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง นอกนั้นว่าง
ในใจตอนนั้นผมคิดว่า อะไรมันจะเรียนน้อยขนาดนี้(วะ)
จนมาภายหลังถึงได้รู้ว่า ที่ว่าเวลาเรียนแค่ 3 ตัวน่ะ
เวลาที่เหลือเขาให้ไว้ใช้ทำงาน
สาขาที่ผมเรียนคือสาขาอนิเมชั่น ซึ่งผมเน้นไปที่การทำโมเดลเป็นหลัก
แม้ตามตารางจะเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง แต่ผมไปโรงเรียนทุกวันรวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งที่ไปก็ไม่ได้ไปเรียนหรอก แต่ไปนั่งทำงานในแลป
ผมจะไปถึงโรงเรียนราวๆ 9 โมง เพื่อที่จะได้นั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์แรงๆ
และลากยาวไปถึง 5 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย
ชีวิตตอนเรียน ป.โทของผมเป็นแบบนี้ และเพื่อนของผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
งานสายอนิเมชั่น เป็นสายเน้นสกิล ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกสกิลของเราให้ดี
หลายครั้งที่งานออกมาไม่ได้ดั่งใจ
ผมจะหันไปมองเพื่อนหรือใครก็ไม่รู้ในแลปที่ทำงานออกมาดี
และคิดกับตัวเองว่า เราจะต้องทำแบบนั้นให้ได้
ผมพยายามจะไม่บ่นให้มาก โดยการตั้งคติในใจว่า
"อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังทำไม่ถึง 100 ครั้ง"
ทำไมถึงต้องอย่าเพิ่งบ่น
ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มทำอะไรก็ตามแล้วเริ่มบ่น จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม
การบ่นตอนนั้นจะทำให้เราท้อ ยิ่งบ่นเยอะยิ่งเห็นถึงความลำบากในการทำงาน
พอรู้สึกลำบากมากๆเข้าก็จะเริ่มท้อและพาลล้มเลิกความตั้งใจนั้นเสีย
ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้อง 100 ครั้ง
ผมคิดว่าถ้าคุณทำอะไรก็ตามซ้ำๆ ไปจนชำนาญ
ทำไปจนรู้ว่าอะไรมันน่าจะเป็นยังไง ปัญหานี้น่าจะแก้ยังไง
ในตอนนั้นคุณอาจทำงานได้คล่องมากขึ้น เก่งมากขึ้น
และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณ
ซึ่งเมื่อคุณทำได้ดีขนาดนั้นแล้ว คุณก็จะเลิกบ่น
ทุกวันนี้ผมยังจำและใช้เจ้าคติที่ว่านี้ในกับทุกๆเรื่อง
แม้ชั่วขณะที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ก็ตาม ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังเขียนไม่ถึง 100 เรื่อง
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังวาดไม่ถึง 100 มุข
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังส่งไม่ถึง 100 สำนักพิมพ์
และอย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังอยากเขียน
ปล. ในภาพเป็นสมัยที่ทำงานที่อเมริกา ช่วงนั้นทำแต่โปรเจคเกมม้านานไปหน่อย
Monday, November 24, 2014
รอยขีดข่วนบนกระจก
แม้จะนั่งเครื่องบินไม่ถึงขั้นเรียกว่าบ่อย
แต่ในการนั่งแต่ละครั้งผมก็มักจะสังเกตเห็นเจ้ารอยที่ว่านี้เสมอ
รอยที่ว่าคือรอยขีดข่วนบนกระจก (เขียนซ้ำทำไม)
ตัวกระจกเองมีชั้นใน และชั้นนอก
ตัวชั้นในคือกระจกส่วนที่อยู่ข้างในตัวเครื่องบิน
ไอ้อันที่เราสามารถเลื่อนปิดได้นั่นล่ะ
จากนั้นจะมีช่องว่างอีกนิดหนึ่งและจึงเป็นกระจกชั้นนอก
กระจกชั้นในนั้น ผมไม่แน่ใจว่ามันทำมาจากกระจกจริงหรือเปล่า
เท่าที่ลองเคาะ ขูด ลูบ ดู มันค่อนไปทางแผ่นอครีลิคซะมากกว่า
แต่เรื่องนั้นก็ช่างมันก่อนละกัน ที่ผมสนใจคือเจ้ารอยขีดข่วนที่ว่านี่
รอยนี้มีลักษณะเหมือนรอยเอาของมีคมขีดกับกระจกรัวๆ
โดยจะเกิดรอยอยู่เฉพาะตรงช่วงกลางของกระจก
รอบข้างก็มีบ้างแต่ไม่เยอะเท่าตรงกลาง
ดูแล้วก็นึกไม่ออกว่ารอยที่ว่านี้มันมาจากไหน เท่าที่บินระหว่างทางก็ปกติดี
บางทีมันอาจจะเกิดจากการบินผ่านฝูงลูกเห็บ เศษน้ำแข็ง อะไรก็ว่าไป
หรือบางทีก็อาจจะโดนตัวอะไรสักอย่างข่วน...บนฟ้า
Tuesday, November 18, 2014
ชั่วโมงเรียนที่ 2
หลังจากหมดเลคเชอร์ในช่วงเช้าซึ่งกินเวลาสั้นมาก (กว่าที่คิด)
ผมก็เริ่มการสอนในช่วงบ่าย ซึ่งผมได้แบ่งวิธีการสอนไว้ว่าจะเลคเชอร์ตอนเช้า
แล้วทำเดโม่ในช่วงบ่าย วิธีนี้ผมจำมาจากสมัยเรียนปริญญาโทที่อเมริกา
เพราะในสายงานที่เรียนนั้น จัดอยุ่ในหมวดสกิล ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกฝนเป็นหลัก
การให้ทำงานไปพร้อมกันช่วงแรก เป็นการอธิบายและแนะนำเทคนิกและขั้นตอนการทำงานบางอย่าง
ต่อมาในครึ่งหลังผมจะปล่อยให้นักศึกษาทำชิ้นงานของตัวเอง โดยผมจะคอยเดินวนเวียนอยู่ในห้อง
หากใครมีปัญหาหรือสงสัยอะไร ผมก็จะเดินไปดูทีละโต๊ะ ซึ่งทำให้พบว่านักศึกษาหลายคน
ก็มีอาการอยากรู้แต่ไม่อยากถาม และถ้าไม่เดินไปใกล้ๆก็จะเก็บไอ้ความสงสัยนั้นไว้เงียบๆ
ในวันนั้นผมให้ทุกคนทำโมเดลกล่องด้วย simple cube แล้วเพนท์ลายบนกล่องให้เป็นกล่องไม้
งานชิ้นนี้เป้าหมายคือผมอยากดูฝีมือการเพนท์ของนักศึกษาก่อน เพราะวิชาที่สอนนี้เราจะใช้การเพนท์เป็นส่วนหลักส่วนนึง
หลังจากผมแนะนำและสาธิตการเพนท์กล่องให้ดูส่วนหนึ่ง ผมก็ปล่อยให้ทุกคนทำกล่องเองตามใจชอบ
แต่มีข้อแม้ว่า จะเพนท์อะไรก็ได้ กล่องเหล็ก กล่องไม้ แต่ต้องเพนท์ให้ผมเชื่อว่ามันเป็นสิ่งนั้น
นักศึกษาหลายคนอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ บางส่วนอยู่ขั้นกลางๆ และบางส่วนอยุ่ในขั้นเริ่มต้น
ซึ่งฝีมือไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมจะมองในงานชิ้นนี้ ผมอยากดูความเข้าใจโดยรวมมากกว่า
หลายคนเพนท์ตามแบบที่ผมทำ และหลายคนเพนท์ในอย่างที่เขาอยากทำซึ่งเป็นเรื่องดีที่ลองทำแบบที่ไม่ได้บอกดูบ้างก็ได้
ผมเดินไปดูงานนักศึกษาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นกล่องที่ดูแตกต่างจากงานคนอื่น
ที่สำคัญคือนักศึกษาคนนั้นดูจะภูมิใจกับงานของตนเองมาก ผมจึงลองให้นักศึกษาคนนั้นเล่างานให้ผมฟัง
"คืองี้ครับอาจารย์ กล่องนี้เป็นกล่องเหล็กซึ่งใช้หินอ่อนและไม้ผสมและ..."
ผมยืนฟังนักศึกษาคนนั้นพูดจนจบ แต่ผมเองไม่สามารถเห็นในสิ่งที่เขาอยากให้ผมเห็นได้
ผมจึงแย้งนักศึกษาคนนั้นว่า ไอ้นี่น่ะมันใช่หรอ เหล็กบ้านคุณมันมีลักษณะแบบนี้หรอ
แล้วไม้นี่มันดูไม่มีความหนาเลยนะ แล้วคุณเพนท์แบบนี้เนี่ยถ้ามีไม้มาพาดเกยๆกัน
กล่องมันจะเอียงนะ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนะ ผมไม่เชื่อไอ้ที่คุณบอกมาเลยสักนิดเดียว
มันดูไม่เป็นเหล็ก เป็นไม้ หรือเป็นอะไรก็ตามที่คุณบอกผมเลยสักอย่าง
นักศึกษาคนนั้นตอบผมว่า
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ครับอาจารย์"
นั่นสิ จินตนาการมันสำคัญกว่าความรู้สินะ และนั่นทำให้ผมนึกถึงเรื่องสมัยเรียนเรื่องหนึ่ง
สมัยที่ผมยังเป็นนิสิตอยู่นั้นมีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นที่กล่าวขวัญกันในหมู่นิสิตเสมอ
ด้วยวิธีการสอนที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เหล่าวัยฮอโมนส์พลุ่งพล่านในคราบนิสิต
มักจะเกิดการต่อต้านภายในจิตใจกันลึกๆอยู่เสมอ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่น่าประหลาดที่ว่า จวบจนเรียนจบจนถึงชั่วขณะนี้ ผมยังไม่ลืมคำพูดคำนึงของอาจารย์
คำที่ต่อมาภายหลังกว่าผมจะเข้าใจก็เข้าสู่วัยทำงานเสียแล้ว เรื่องมันมีอยู่ว่า
ตอนนั้นเป็นวิชาออกแบบลายผ้า ซึ่งแน่นอนว่าโปรเจคที่ต้องส่งคงไม่พ้นการออกแบบลายผ้านั่นเอง
ในตอนนั้นผมเลือกทำปลอกหมอนด้วยวิธีการเขียนเทียน ซึ่งวิธีการเขียนเทียนที่ว่าเราจะใช้ปากกาเขียนเทียน
โดยมีลักษณะเป็นแท่งไม้ขนาดประมาณหนากว่าดินสอนิดหน่อย แล้วตรงปลายจะเป็นกระเปาะทองแดง
สำหรับไว้เทเทียนร้อนๆ แล้วเทียนจะไหลออกมาที่ปลายกระเปาะซึ่งมีรูขนาดเล็ก เวลาเขียนก็เขียนเหมือนการวาดรูปทั่วไป
เทียนที่แห้งจะแข็งตัว แล้วเราก็เอาไปชุบสีย้อม ถ้าให้เทียบกับ Photoshop ก็คือการ Mask layer นั่นล่ะ
ผมเลือกวิธีที่ว่านี้ไม่ใช่เพราะชื่นชอบการเขียนลาย แต่เลือกเพราะดูเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดด้วยความขี้เกียจ
และลวดลายที่ผมจะออกแบบนั้นคือลายสำหรับปลอกหมอน ที่เลือกทำปลอกหมอนเพราะมันมีขนาดเล็ก
และผมก็มีหมอนอยู่ ก็เลยคิดว่าทำมาใช้เองก็คงจะดีเอาสะดวกเข้าว่า
แล้วผมก็เริ่มออกแบบลาย ลวดลายที่ว่าออกมาจากจินตนาการล้วนๆ ตามที่ความสามารถในขณะนั้นจะมีอยู่
ผมวาดด้วยความอิสระ ในหัวไม่คิดอะไร ปล่อยให้เทียนไหลไป
ผลที่ออกมาสำหรับผมในตอนนั้น คิดว่าพึงพอใจพอสมควร
แล้วก็ถึงวันส่งงาน
ผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายคนยืนรายล้อมกันอยู่ในห้อง
อาจารย์เดินดูงานด้วยความรวดเร็ว และให้คำแนะนำงานของแต่ละคนเบาๆ
เมื่อถึงคราวผม อาจารย์ก็เหลือบมองก่อนจะพูดว่า
"ฉันจะบอกแกให้นะ ถ้าแกมัวแต่ใช้ของที่อยู่ข้างในของแก สักวันนึงมันจะหมดไป"
ผมในตอนนั้นแม้จะรับคำ แต่ก็เกิดอาการต่อต้านในใจ
หมด อะไรจะหมด มันจะหมดได้ยังไง จินตนาการเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหมด(โว้ย)
พลังวัยรุ่นในตอนนั้นบวกกับอคติที่เจือปน ทำให้ผมไม่เข้าใจในความหมายนั้น
จนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน ผมจึงเริ่มที่จะเข้าใจความหมายของคำพูดในตอนนั้น
วันที่ผมคิดอะไรไม่ออก ไอเดียตีบตัน
จินตนการที่เคยใช้อย่างฟุ่มเฟือยก็ดูซ้ำซากกันไปหมด
ผมจึงเริ่มดูหนังสือ Artbook ตำราต่างๆ หรือแม้แต่หาข้อมูลจากเวบทั่วไป
ความคิด ความรู้ ก็เหมือนของใช้ที่มีวันหมด หากเราหยุดเสาะหาเพิ่มเติมเมื่อไหร่
สิ่งที่เราใช้คิด หรือรู้ ก็จะมีอยู่จำกัดแค่นั้น การหาความรู้ใหม่ๆทำให้จินตนการของเราแข็งแรงขึ้น
จินตนาการที่ไม่มีความรู้ ก็เหมือนเรือที่ไม่มีใบ ที่จะพาลอยตามคลื่นไปเรื่อยๆจนออกทะเล
ในทางกลับกัน ความรู้จะช่วยเสริมให้จินตนาการของเรามีทิศทาง และจูงใจคนภายนอก
ให้เข้าสู่จินตนาการของเราได้ชัดเจนขึ้น
กลับมาที่ตัวผมในตอนนั้น วัยที่คิดว่าตัวเองนี่ล่ะเจ๋งสุด
ผมซึ่งแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดที่อาจารย์บอกเท่าไหร่ ก็ยังลองทำตามที่อาจารย์บอก
ในเมื่อบอกบอกว่า ถ้าผมใช้แต่ของข้างในมันจะหมด ผมก็จะใช้ของข้างนอกละกันคราวนี้
ผมเลยไปนั่งหมกตัวอยุ่ที่ห้องสมุด และหาหนังสืองานออกแบบที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมาดู
ผมใช้เวลากับงานชิ้นนี้อยู่พักหนึ่ง จัดการหาแบบอ้างอิงและลงมือทำ
เมื่อถึงกำหนดส่งงาน ผมยื่นงานชิ้นนั้นให้อาจารย์ดูด้วยความมั่นใจ
มั่นใจว่าคราวนี้ ไม่น่าจะโดนตีกลับเพราะผมไม่ได้ใช้ไอ้ของข้างในที่อาจารย์ว่ามันจะหมด
แต่คราวนี้ผมใช้ไอ้ของข้างนอกนี่ล่ะ ดังนั้นถ้าจะว่าก็ไม่น่าจะว่าผมได้
อาจารย์เหลือบมองงานของผมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันมาบอกผมว่า
"ฉันจะบอกแกให้นะ การลอกลายไม่ใช่งานออกแบบ"
เรานี่มันช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยสินะ ใช่มั้ยใช่...
Subscribe to:
Posts (Atom)


















