ถ้ามีใครมาถามว่าอนาคตจะทำอะไรเมื่อสักสิบปีก่อน คงตอบได้ไม่ลังเลและมากมาย
แต่ถ้าตอนนี้มีใครมาถามว่าอนาคตอยากจะทำอะไรต่อไป ตอนนี้ไม่มีคำตอบ
ไม่ใช่ตอบไม่ได้ หรือไม่อยากทำ สิ่งที่อยากทำมีหลายอย่าง
แต่อยากทำอะไรหรืออยากเป็นอะไร คำตอบที่คิดแล้วคิดอีกตอนนี้คือไม่รู้
ไม่ใช่ว่าไม่มองอนาคต แต่จู่ๆมันก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาเฉยๆ
บางวันก็ฮึกทำโน่นทำนี่ บางวันก็สมาธิหลุดไปซะเฉยๆ
บางวันก็แค่อยากเดินไปเรื่อยๆ เท่าที่จะเดินไหว
หวังว่าความว่างเปล่าข้างในแบบนี้จะหายไปโดยเร็ววัน
Showing posts with label daily life. Show all posts
Showing posts with label daily life. Show all posts
Monday, July 6, 2015
Sunday, May 31, 2015
ริโก้
น้องริโก้ สอยมือสองจากแดนไกล
สภาพปานกลางค่อนไปทางพอไหว
ราคาพอประมาณ พอเหมาะกับการใช้อย่างไม่ต้องระวัง
ก็หวังว่าจะถ่ายรูปได้สักวันละรูปนะ
Thursday, May 7, 2015
เซเว่น
เมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมามีร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น มาเปิดใหม่ตรงหน้าปากซอย
โดยหน้าร้านอยู่ติดกับบันไดขึ้นรถไฟฟ้ากันเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าฝนตกก็ลงมาแล้วเข้าไปหลบฝนในเซเว่นได้ทันที
การที่จะมีร้านเซเว่นอยู่ในย่านชุมชนก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปากซอยไหนๆก็มีร้านเซเว่นอยู่แล้ว
แต่ร้านเซเว่นที่เปิดใหม่นี้อยุ่ห่างจากร้านเซเว่นเดิมแค่ไม่กี่สิบก้าว
ซึ่งนับเป็นเซเว่นร้านที่ 5 และเป็นร้านสะดวกซื้อร้านที่ 8 ในรัศมี 500 เมตรนี้เช่นกัน
เซเว่นร้านที่ว่านี้ เป็นร้านที่ได้รับการออกแบบมาใหม่ มองเผินๆจะไม่เหมือนร้านเซเว่นที่เราคุ้นเคย
ไล่ตั้งแต่ป้ายหน้าร้านและการตกแต่ง มีซุ้มทำกาแฟสด และขนาดของร้านที่โอ่โถ่งและสว่างจ้า
ข้างในดูสะอาดแต่อาจจะเป็นเพราะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน นอกนั้นสินค้าข้างในก็คล้ายๆกับเซเว่นทั่วไป
ร้านเซเว่นร้านเก่านั้น มีตู้เอทีเอ็มอยู๋หน้าร้านซึ่งมักจะมีเจ้าหมาอ้วนมานอนตรงขั้นบันไดเสมอ
ทำให้เวลาคนจะมากดเงิน ต้องเอี้ยวตัวไปด้วยความเกรงใจหมาอ้วนตัวนั้น
หน้าร้านมีป้ายรถเมล์ กับม้านั่งเหล็กสีเขียวอยู่ 2 ตัว ทำให้มีคนมารอตรงหน้าร้านเป็นประจำ
ยิ่งในช่วงเวลามืดค่ำ แสงไฟจากหน้าเซเว่นก็เป็นที่พึ่งทางใจของคนที่มารอรถเมล์อยู่เสมอ
ผมเองยังเคยอาศัยแสงไฟจากเซเว่นนั่งคุยกับเพื่อนที่ม้านั่งริมถนนกันตอนดึกดื่นเที่ยงคืน
ร้านเซเว่นใหม่นั้น อยู่ติดกับทางเข้าของหอพักชาวต่างชาติ
เป้าหมายหลักของร้านนี้จึงอาจจะเป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ที่ออกมาซื้อของยามดึกดื่น
เรียกได้ว่าแค่ออกจากตึกแล้วเลี้ยวปุ๊บก็ถึงเลย ไม่ต้องเดินต่อไปถึงเซเว่นร้านเก่า
นักท่องเที่ยวที่แวะมาก็มักจะมาจบเป้าหมายที่เซเว่นร้านใหม่นี้กันหมด
เป็นการปิดโอกาสเซเว่นร้านเก่าไปอย่างเนียนๆ แต่ก็ใช่ว่าเซเว่นร้านเก่าจะเงียบเหงา
เพราะเซเว่นทั้งสองแห่งนี้ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้าไปอยุ่เสมอ
ลูกค้าประจำอาจจะชินกับเซเว่นร้านเก่ามากกว่า ส่วนลูกค้าขาจรอาจจะเข้าอันที่ใหม่และดูสะอาดกว่า
ส่วนตัวผมเองก็แวะเข้าทั้งสองเซเว่น โดยคิดไปเองว่าเซเว่นทั้งสองนี้ต้องมีอะไรที่อีกเซเว่นนึงไม่มี
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังหาความต่างของสินค้าในร้านไม่เจอ ตำแหน่งชั้นวางอาจจะต่างกัน
แต่สินค้าโดยรวมแล้วก็เหมือนกันแทบทุกประการ
มีเพียงสิ่งเดียวที่เซเว่นใหม่ ยังไม่มีเหมือนเซเว่นร้านเก่าคือ
เซเว่นร้านใหม่ยังไม่มีหมาประจำร้าน อาจจะเพราะหมาเป็นสัตว์หวงถิ่น
หากมีหมาประจำเซเว่นใหม่มาอยู่ หมาเจ้าถิ่นที่อยู่ตรงเซเว่นเก่าอาจจะออกอาการโวยวายได้
ว่าแล้วก็น่าคิดไปว่า ทางเซเว่นน่าจะเอามาตราการนี้มาวัดระยะห่างในการเปิดเซเว่นแห่งใหม่
โดยในชุมชนไหนที่มีเซเว่นอยู่แล้ว เซเว่นแห่งถัดไปก็น่าจะอยู่ห่างชั่วระยะถิ่นหมา
หมาจรจัดก็จะได้มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง เซเว่นสองแห่งก็จะได้ไม่อยู่ใกล้กันมากนัก
หมามีความสุข คนก็มีความสุข
โดยหน้าร้านอยู่ติดกับบันไดขึ้นรถไฟฟ้ากันเลยทีเดียว เรียกว่าถ้าฝนตกก็ลงมาแล้วเข้าไปหลบฝนในเซเว่นได้ทันที
การที่จะมีร้านเซเว่นอยู่ในย่านชุมชนก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะปากซอยไหนๆก็มีร้านเซเว่นอยู่แล้ว
แต่ร้านเซเว่นที่เปิดใหม่นี้อยุ่ห่างจากร้านเซเว่นเดิมแค่ไม่กี่สิบก้าว
ซึ่งนับเป็นเซเว่นร้านที่ 5 และเป็นร้านสะดวกซื้อร้านที่ 8 ในรัศมี 500 เมตรนี้เช่นกัน
เซเว่นร้านที่ว่านี้ เป็นร้านที่ได้รับการออกแบบมาใหม่ มองเผินๆจะไม่เหมือนร้านเซเว่นที่เราคุ้นเคย
ไล่ตั้งแต่ป้ายหน้าร้านและการตกแต่ง มีซุ้มทำกาแฟสด และขนาดของร้านที่โอ่โถ่งและสว่างจ้า
ข้างในดูสะอาดแต่อาจจะเป็นเพราะเพิ่งเปิดได้ไม่นาน นอกนั้นสินค้าข้างในก็คล้ายๆกับเซเว่นทั่วไป
ร้านเซเว่นร้านเก่านั้น มีตู้เอทีเอ็มอยู๋หน้าร้านซึ่งมักจะมีเจ้าหมาอ้วนมานอนตรงขั้นบันไดเสมอ
ทำให้เวลาคนจะมากดเงิน ต้องเอี้ยวตัวไปด้วยความเกรงใจหมาอ้วนตัวนั้น
หน้าร้านมีป้ายรถเมล์ กับม้านั่งเหล็กสีเขียวอยู่ 2 ตัว ทำให้มีคนมารอตรงหน้าร้านเป็นประจำ
ยิ่งในช่วงเวลามืดค่ำ แสงไฟจากหน้าเซเว่นก็เป็นที่พึ่งทางใจของคนที่มารอรถเมล์อยู่เสมอ
ผมเองยังเคยอาศัยแสงไฟจากเซเว่นนั่งคุยกับเพื่อนที่ม้านั่งริมถนนกันตอนดึกดื่นเที่ยงคืน
ร้านเซเว่นใหม่นั้น อยู่ติดกับทางเข้าของหอพักชาวต่างชาติ
เป้าหมายหลักของร้านนี้จึงอาจจะเป็นกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ที่ออกมาซื้อของยามดึกดื่น
เรียกได้ว่าแค่ออกจากตึกแล้วเลี้ยวปุ๊บก็ถึงเลย ไม่ต้องเดินต่อไปถึงเซเว่นร้านเก่า
นักท่องเที่ยวที่แวะมาก็มักจะมาจบเป้าหมายที่เซเว่นร้านใหม่นี้กันหมด
เป็นการปิดโอกาสเซเว่นร้านเก่าไปอย่างเนียนๆ แต่ก็ใช่ว่าเซเว่นร้านเก่าจะเงียบเหงา
เพราะเซเว่นทั้งสองแห่งนี้ก็มีลูกค้าแวะเวียนเข้าไปอยุ่เสมอ
ลูกค้าประจำอาจจะชินกับเซเว่นร้านเก่ามากกว่า ส่วนลูกค้าขาจรอาจจะเข้าอันที่ใหม่และดูสะอาดกว่า
ส่วนตัวผมเองก็แวะเข้าทั้งสองเซเว่น โดยคิดไปเองว่าเซเว่นทั้งสองนี้ต้องมีอะไรที่อีกเซเว่นนึงไม่มี
แต่จนแล้วจนรอด ผมก็ยังหาความต่างของสินค้าในร้านไม่เจอ ตำแหน่งชั้นวางอาจจะต่างกัน
แต่สินค้าโดยรวมแล้วก็เหมือนกันแทบทุกประการ
มีเพียงสิ่งเดียวที่เซเว่นใหม่ ยังไม่มีเหมือนเซเว่นร้านเก่าคือ
เซเว่นร้านใหม่ยังไม่มีหมาประจำร้าน อาจจะเพราะหมาเป็นสัตว์หวงถิ่น
หากมีหมาประจำเซเว่นใหม่มาอยู่ หมาเจ้าถิ่นที่อยู่ตรงเซเว่นเก่าอาจจะออกอาการโวยวายได้
ว่าแล้วก็น่าคิดไปว่า ทางเซเว่นน่าจะเอามาตราการนี้มาวัดระยะห่างในการเปิดเซเว่นแห่งใหม่
โดยในชุมชนไหนที่มีเซเว่นอยู่แล้ว เซเว่นแห่งถัดไปก็น่าจะอยู่ห่างชั่วระยะถิ่นหมา
หมาจรจัดก็จะได้มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง เซเว่นสองแห่งก็จะได้ไม่อยู่ใกล้กันมากนัก
หมามีความสุข คนก็มีความสุข
งานเขียน
หลังจากส่งต้นฉบับเรื่องเล่าจากซานฟรานซิสโกไปประมาณ 3 สำนักพิมพ์
โดยส่งทีละสำนักพิมพ์ แต่ล่ะที่ใช้เวลาพิจารณาราวๆ 3-4 เดือน
รวมแล้วกินเวลาทั้งหมดไปเกือบๆปี มาวันนี้ก็ได้รับเมลตอบกลับจาก อะบุ๊คว่า...
หนังสือไม่ตรงกับแนวของสำนักพิมพ์
ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็เป็นที่เดียวที่ตอบกลับมา
การเขียนหนังสือนี่มันเป็นงานที่ใช้ความอดทนจริงๆ ทั้งอดทนเขียนจนจบ
และอดทนจนกว่าจะมีสำนักพิมพ์ที่ถูกใจทั้งเราและเขา และอดทนต่อความผิดหวังซ้ำซาก
ในวันที่ความผิดหวังถาโถมเข้าใส่ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากฝึกให้มากกว่านี้
หรือไม่ก็ยอมแพ้ซะ แค่นั้น
* เฟลติดๆกันอีกเรื่องในวันเดียว คือสมัครโครงการเขียนบทไป แต่ไม่ผ่านแม้แต่รอบแรก
หรือว่านี่เป็นสัญญาณบอกอะไรบอกอย่างกันนะ
โดยส่งทีละสำนักพิมพ์ แต่ล่ะที่ใช้เวลาพิจารณาราวๆ 3-4 เดือน
รวมแล้วกินเวลาทั้งหมดไปเกือบๆปี มาวันนี้ก็ได้รับเมลตอบกลับจาก อะบุ๊คว่า...
หนังสือไม่ตรงกับแนวของสำนักพิมพ์
ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็เป็นที่เดียวที่ตอบกลับมา
การเขียนหนังสือนี่มันเป็นงานที่ใช้ความอดทนจริงๆ ทั้งอดทนเขียนจนจบ
และอดทนจนกว่าจะมีสำนักพิมพ์ที่ถูกใจทั้งเราและเขา และอดทนต่อความผิดหวังซ้ำซาก
ในวันที่ความผิดหวังถาโถมเข้าใส่ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากฝึกให้มากกว่านี้
หรือไม่ก็ยอมแพ้ซะ แค่นั้น
* เฟลติดๆกันอีกเรื่องในวันเดียว คือสมัครโครงการเขียนบทไป แต่ไม่ผ่านแม้แต่รอบแรก
หรือว่านี่เป็นสัญญาณบอกอะไรบอกอย่างกันนะ
Monday, January 26, 2015
วินนิ่งมั้ยสาด
ที่ชั้นโรงหนังของ Terminal 21
ที่ตรงนั้นมีตู้เกมแบบหยอดเหรียญตั้งอยู่
หน้าตู้เกมมีจอย ps3 วางอยู่ 4 จอย
และแน่นอนเกมที่โชว์อยู่บนจอก็คือเกมยอดนิมยมอย่างวินนิ่ง (PES)
ผมคิดว่าเวอชั่นที่ใช้เล่นน่าจะเป็นเวอชั่นคอม สังเกตุจากไอคอนจอยในเกมที่เป็นรูปจอย xbox
แต่บ้านเราคงถนัดกับจอยเพลย์มากกว่า คนเอาตู้มาตั้งจึงใช้จอยเพลย์แทน
ผมดูเดโม่หน้าเกมรันไปพลางนั่งวาดรูปเรื่อยเปื่อยไปพลาง
ตัวเกมรันไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีคนมาหยอดเหรียญ จึงจะบังคับเกมได้
แล้วก็มีคนมาหยอด 2คนบ้าง 4คนบ้างก็มี
จังหวะที่รู้สึกว่ามันเหนือจริงคือ ตอนที่เขาเหล่านั้นเริ่มเล่นเกม
มันเหมือนกับหลุดเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว เหมือนเขาเหล่านั้นกำลังนั่งเล่นที่บ้าน
แน่นอนว่าวินนิ่งเป็นเกมที่เล่นด้วยปาก จึงได้ยินบทสนทนาระหว่างเกมลอยมาเป็นระยะ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็สนใจเกมที่เล่นอยู่เช่นกัน
อาจจะเป็นด้วยวินนิ่ง หรืออาจจะเป็นเพราะฟุตบอลเป็นกีฬาที่นิยมกันเป็นสากล
ผมจึงเห็นคนยืนหยุดดูกันเป็นระยะทั้งไทยและต่างชาติ
จังหวะที่ผู้เล่นถากถางกันเองข้างๆหูอย่างถึงรสชาตินี่ มันอาจจะหาได้แค่ในเกมวินนิ่งเท่านั้นละมั้ง
และยิ่งจังหวะที่ยิงเข้าแล้วฝั่งที่ยิงเข้ากู่ร้องดีใจพลางชูมือ
ผมเห็นผู้คนรอบข้างไม่น้อยเหมือนกันที่ยกมือดีใจ ราวกับกำลังดูฟุตบอลจริงๆในทีวี
วินนิ่งมันสาดจริงๆ
Friday, December 19, 2014
แก๊งค์บัตรเครดิต
เมื่อสักครู่นี้เอง มีเบอร์แปลก (06-1494-6892) โทรเข้ามาที่โทรศัพท์ผม
"บลาๆๆๆๆๆ อายัด บลาๆๆๆๆๆๆ กรุณากด 0 เพื่อฟังซ้ำ หรือกด 9 เพื่อรอสายกับเจ้าหน้าที่"
ผมกด 0
สัญญาณโทรศัพท์เหมือนโอนไปไหนสักที่แล้วก็มีคนรับ
"สวัสดีครับ ธนาคารกรุงเทพ ไม่ทราบลูกค้าจะติดต่อเรื่องอะไรครับ" (เป็นเสียงผู้ชายเหมือนเด็กฝึกงาน)
"อ่า ผมก็ไม่รู้"
"อะไรนะครับ"
"คือเมื่อกี้ผมฟังไม่ทัน เลยกดจะฟังอีกครั้งมันกลับส่งมาที่นี่อ่ะครับ"
"อ่อ....แล้วจะติดต่อเรื่องอะไรครับ"
"อืม มันฟังไม่ทันจริงๆ ผมก็ไม่รู้"
"เป็นระบบอัตโนมัติใช่ไหมครับ"
"อ้า ใช่ครับ"
"อืออออ ถ้าแบบนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตนะครับ"
"เอ๋ หรอครับ"
"ครับ ไม่ทราบผมกำลังเรียนสายกับคุณอะไรครับเดี๋ยวผมจะตรวจสอบข้อมูลให้"
"เอ แล้วที่ได้เบอร์โทรมานี่ได้มาจากไหนมันไม่มีชื่อบอกหรอครับ"
"อืออออ ทางระบบจะส่งมาเป็นอัตโนมัตินะครับ ขอชื่อคุณลูกค้าจะได้ตรวจสอบให้ได้นะครับ"
"นที ครับ" (ผมหลุดปากบอกชื่อออกไป)
"นามสกุลละครับ"
"ทองสุขแก้ว ครับ" (ภาพบอลไทยในหัวผมยังไม่หาย)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะครับ ขอเช็กข้อมูลครู่หนึ่งนะครับ"
"ครับ"
เสียงกดคีย์บอร์ด
"อืออออ คุณนที ทองสุขแก้ว ตอนนี้คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตอยู่ที่ 68,000 บาท นะครับ"
"หา อะไรนะครับ" (ทำเสียงตกใจ)
"คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิต 68,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 นะครับ"
"เอ ผมไม่แน่ใจว่าผมไปใช้อะไรเยอะขนาดนั้นนะ"
"อืออออ ทางระบบแจ้งมาว่าคุณนที ไปใช้บริการที่ห้างสยามพารากอนนะครับ"
"เอ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ แล้วในยอดนั้นเป็นค่าบริการอะไรหรอครับ"
"อืออออ เป็นค่าทองรูปพรรณจำนวน 3 บาทน่ะครับ"
"อืมม ผมไม่มีบัตรเครดิตด้วยน่ะสิ"
"อืออออ คุณมียอดค้างชำระบัครเครดิตธนาคารกรุงเทพ บัตร visa สีทอง วงเงิน 100,000บาทนะครับ"
"ผมไม่ได้ไปเปิดบัตรเครดิตนะ สงสัยจะโดนขโมยแน่เลย"
"คุณนที ได้ไปทำธุรกรรมที่ใช้เอกสารทางราชการที่ไหนมารึเปล่าครับในช่วง 1 ปี 2 เดือนมานี้"
"มีไปทำบัตรประชาชนมาครับ"
"อืออออ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางคุณนทีโดนโจรกรรมข้อมุลไปแอบอ้างนะครับ"
"แน่เลยครับ อย่างนี้ผมต้องไปแจ้งความไหมเนี่ย"
"อือออออ ต้องแจ้งความแน่นอนครับ คุณนที ทองสุขแก้ว ยืนยันว่าไม่ได้เปิดบัตรเครดิต visa สีทองของธนาคารกรุงเทพ สาชา รัชดาห้วยขวาง ในวงเงิน 100,000บาทใช่ไหมครับ"
ผมไม่ได้ชื่อนที ทองสุขแก้ว และผมไม่เคยเปิดบัตรเครดิต แต่อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมตอบไปว่า
"ใช่ครับ"
"ทางเราจะรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บลาๆๆๆ เพราะเป็นคดีเร่งด่วยให้นะครับ"
"อ่า ผมขอชื่อคุณได้ไหมครับ ไว้เผื่อติดต่อ"
"อือออออ เดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อกลับไปนะครับ"
"เผื่อสายมันหลุดน่ะครับ"
"อือออออ ผมชื่อ สารัช เกตุดีครับ เบอร์ติดต่อนะครับ 02-005-5550 ครับ"
"โอเคครับ"
"งั้นเดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อเจ้าหน้าที่ กปสบลาๆๆ เลยนะครับ"
"ครับ ขอบคุณครับ"
เสียงหายไปประมาณ 10 วิ
"สวัสดีค่ะ อิชั้นเจ้าหน้าที่ กปส บลาๆๆ ติดต่อเรื่องอะไรคะ" (ป้าสักคนรับสาย)
"อ่า เหมือนผมจะโดนขโมยข้อมูลไปเปิดบัตรเครดิตครับ"
"ค่ะ ขอทราบชื่อคุณผู้เสียหายด้วยค่ะ"
"นที ทองสุขแก้วครับ" (ผมบอกชื่อไปด้วยความหวังว่าจะมีแฟนบอลเข้าใจ)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะคะ คุณนทีได้ทำธุรกรรมอะไรมาบ้างหรือเปล่าคะ"
"อ่า ผมก็ทำหลายอย่างนะครับ แต่ก็เซ็นกำกับทุกครั้งครับ"
"ค่ะ บางทีเอกสารอาจจะหลุดพ้นไปได้ รบกวนขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลงบันทึกประจำวันหน่อยนะคะ"
"ครับ ได้ครับ"
"คุณนที ทำอาชีพอะไรคะ"
"รับเหมาครับ" (ใจจริงนั้นอยากตอบว่ากองหลัง แต่อดใจไว้ทัน)
"คุณนทีอยู่ที่กรุงเทพหรือเปล่าคะ"
"เปล่าครับ แต่ตอนนี้ผมมาคุยงานที่กรุงเทพพอดีครับ"
"คุณนที มีบัญชีของธนาคารที่ไหนบ้างคะ เพื่อทางเราจะได้ไปตรวจสอบกับธนาคารนั้น"
"ผมมีของธนาคารกรุงเทพนี่ละครับ"
"ที่เดียวหรอคะ"
"อ้า แล้วก้มีของธนาคารกสิกรครับ"
"บัญชีธนาคารกรุงเทพมียอดคงเหลือในบัญชีเท่าไหร่คะ"
"แสนสองครับ"
"บัญชีธนาคารกสิกรละคะ"
"75,000ครับ"
"โอเคคะ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ขอ"
ยังไม่ทันที่ผม นที ทองสุขแก้ว จะได้เคลียร์หนี้บัตรเครดิต
ที่ถูกแก๊งค์โจรชั่วลักลอบเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
สายโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับเจ้าที่กปงปส.กุ้งเผา ก็หลุดไปเสียก่อน
น่าเสียดายนัก ที่คราวนี้จำต้องปล่อยให้แก๊งค์โจรชั่วนี่ลอยนวลไปเสียได้
แต่ไม่เป้นไร ถ้าวันใดที่แกีงค์โจรชั่วนี้กลับมา
ผม นที ทองสุขแก้ว ก็จะกลับมาจัดการกับมันอีก
"บลาๆๆๆๆๆ อายัด บลาๆๆๆๆๆๆ กรุณากด 0 เพื่อฟังซ้ำ หรือกด 9 เพื่อรอสายกับเจ้าหน้าที่"
ผมกด 0
สัญญาณโทรศัพท์เหมือนโอนไปไหนสักที่แล้วก็มีคนรับ
"สวัสดีครับ ธนาคารกรุงเทพ ไม่ทราบลูกค้าจะติดต่อเรื่องอะไรครับ" (เป็นเสียงผู้ชายเหมือนเด็กฝึกงาน)
"อ่า ผมก็ไม่รู้"
"อะไรนะครับ"
"คือเมื่อกี้ผมฟังไม่ทัน เลยกดจะฟังอีกครั้งมันกลับส่งมาที่นี่อ่ะครับ"
"อ่อ....แล้วจะติดต่อเรื่องอะไรครับ"
"อืม มันฟังไม่ทันจริงๆ ผมก็ไม่รู้"
"เป็นระบบอัตโนมัติใช่ไหมครับ"
"อ้า ใช่ครับ"
"อืออออ ถ้าแบบนี้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบัตรเครดิตนะครับ"
"เอ๋ หรอครับ"
"ครับ ไม่ทราบผมกำลังเรียนสายกับคุณอะไรครับเดี๋ยวผมจะตรวจสอบข้อมูลให้"
"เอ แล้วที่ได้เบอร์โทรมานี่ได้มาจากไหนมันไม่มีชื่อบอกหรอครับ"
"อืออออ ทางระบบจะส่งมาเป็นอัตโนมัตินะครับ ขอชื่อคุณลูกค้าจะได้ตรวจสอบให้ได้นะครับ"
"นที ครับ" (ผมหลุดปากบอกชื่อออกไป)
"นามสกุลละครับ"
"ทองสุขแก้ว ครับ" (ภาพบอลไทยในหัวผมยังไม่หาย)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะครับ ขอเช็กข้อมูลครู่หนึ่งนะครับ"
"ครับ"
เสียงกดคีย์บอร์ด
"อืออออ คุณนที ทองสุขแก้ว ตอนนี้คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิตอยู่ที่ 68,000 บาท นะครับ"
"หา อะไรนะครับ" (ทำเสียงตกใจ)
"คุณมียอดค้างชำระบัตรเครดิต 68,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2557 นะครับ"
"เอ ผมไม่แน่ใจว่าผมไปใช้อะไรเยอะขนาดนั้นนะ"
"อืออออ ทางระบบแจ้งมาว่าคุณนที ไปใช้บริการที่ห้างสยามพารากอนนะครับ"
"เอ ผมจำได้ว่าวันนั้นผมอยู่ต่างจังหวัดนะครับ แล้วในยอดนั้นเป็นค่าบริการอะไรหรอครับ"
"อืออออ เป็นค่าทองรูปพรรณจำนวน 3 บาทน่ะครับ"
"อืมม ผมไม่มีบัตรเครดิตด้วยน่ะสิ"
"อืออออ คุณมียอดค้างชำระบัครเครดิตธนาคารกรุงเทพ บัตร visa สีทอง วงเงิน 100,000บาทนะครับ"
"ผมไม่ได้ไปเปิดบัตรเครดิตนะ สงสัยจะโดนขโมยแน่เลย"
"คุณนที ได้ไปทำธุรกรรมที่ใช้เอกสารทางราชการที่ไหนมารึเปล่าครับในช่วง 1 ปี 2 เดือนมานี้"
"มีไปทำบัตรประชาชนมาครับ"
"อืออออ อาจจะเป็นไปได้ว่าทางคุณนทีโดนโจรกรรมข้อมุลไปแอบอ้างนะครับ"
"แน่เลยครับ อย่างนี้ผมต้องไปแจ้งความไหมเนี่ย"
"อือออออ ต้องแจ้งความแน่นอนครับ คุณนที ทองสุขแก้ว ยืนยันว่าไม่ได้เปิดบัตรเครดิต visa สีทองของธนาคารกรุงเทพ สาชา รัชดาห้วยขวาง ในวงเงิน 100,000บาทใช่ไหมครับ"
ผมไม่ได้ชื่อนที ทองสุขแก้ว และผมไม่เคยเปิดบัตรเครดิต แต่อะไรไม่รู้ดลใจให้ผมตอบไปว่า
"ใช่ครับ"
"ทางเราจะรีบประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บลาๆๆๆ เพราะเป็นคดีเร่งด่วยให้นะครับ"
"อ่า ผมขอชื่อคุณได้ไหมครับ ไว้เผื่อติดต่อ"
"อือออออ เดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อกลับไปนะครับ"
"เผื่อสายมันหลุดน่ะครับ"
"อือออออ ผมชื่อ สารัช เกตุดีครับ เบอร์ติดต่อนะครับ 02-005-5550 ครับ"
"โอเคครับ"
"งั้นเดี๋ยวทางธนาคารจะติดต่อเจ้าหน้าที่ กปสบลาๆๆ เลยนะครับ"
"ครับ ขอบคุณครับ"
เสียงหายไปประมาณ 10 วิ
"สวัสดีค่ะ อิชั้นเจ้าหน้าที่ กปส บลาๆๆ ติดต่อเรื่องอะไรคะ" (ป้าสักคนรับสาย)
"อ่า เหมือนผมจะโดนขโมยข้อมูลไปเปิดบัตรเครดิตครับ"
"ค่ะ ขอทราบชื่อคุณผู้เสียหายด้วยค่ะ"
"นที ทองสุขแก้วครับ" (ผมบอกชื่อไปด้วยความหวังว่าจะมีแฟนบอลเข้าใจ)
"คุณนที ทองสุขแก้วนะคะ คุณนทีได้ทำธุรกรรมอะไรมาบ้างหรือเปล่าคะ"
"อ่า ผมก็ทำหลายอย่างนะครับ แต่ก็เซ็นกำกับทุกครั้งครับ"
"ค่ะ บางทีเอกสารอาจจะหลุดพ้นไปได้ รบกวนขอสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลงบันทึกประจำวันหน่อยนะคะ"
"ครับ ได้ครับ"
"คุณนที ทำอาชีพอะไรคะ"
"รับเหมาครับ" (ใจจริงนั้นอยากตอบว่ากองหลัง แต่อดใจไว้ทัน)
"คุณนทีอยู่ที่กรุงเทพหรือเปล่าคะ"
"เปล่าครับ แต่ตอนนี้ผมมาคุยงานที่กรุงเทพพอดีครับ"
"คุณนที มีบัญชีของธนาคารที่ไหนบ้างคะ เพื่อทางเราจะได้ไปตรวจสอบกับธนาคารนั้น"
"ผมมีของธนาคารกรุงเทพนี่ละครับ"
"ที่เดียวหรอคะ"
"อ้า แล้วก้มีของธนาคารกสิกรครับ"
"บัญชีธนาคารกรุงเทพมียอดคงเหลือในบัญชีเท่าไหร่คะ"
"แสนสองครับ"
"บัญชีธนาคารกสิกรละคะ"
"75,000ครับ"
"โอเคคะ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ขอ"
ยังไม่ทันที่ผม นที ทองสุขแก้ว จะได้เคลียร์หนี้บัตรเครดิต
ที่ถูกแก๊งค์โจรชั่วลักลอบเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย
สายโทรศัพท์ที่กำลังคุยกับเจ้าที่กปงปส.กุ้งเผา ก็หลุดไปเสียก่อน
น่าเสียดายนัก ที่คราวนี้จำต้องปล่อยให้แก๊งค์โจรชั่วนี่ลอยนวลไปเสียได้
แต่ไม่เป้นไร ถ้าวันใดที่แกีงค์โจรชั่วนี้กลับมา
ผม นที ทองสุขแก้ว ก็จะกลับมาจัดการกับมันอีก
Tuesday, December 2, 2014
อย่าเพิ่งบ่น
สมัยเรียน ป.ตรีที่ไทย ผมเรียนที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ
ช่วงนั้นผมเรียนๆเล่นๆด้วยความที่มีกิจกรรมในมหาลัยมากมาย
ทำให้หลายครั้งไปโฟกัสกับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน
หลายครั้งทำงานแบบพอส่ง ทำให้เสร็จตามกำหนดการ
และด้วยตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดทุกวัน (จ-ศ)
ทำให้หลายครั้งงานที่ทำออกมาลวกๆ
ในตอนนั้นผมคิดว่าไม่เป็นไร งานสไตล์ใครสไตล์มัน
จวบจนมาเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา
ครั้งแรกที่ได้เห็นตารางเรียนถึงกับตะลึง
เพราะเทอมนึงเรียนแค่ 3 ตัวเท่านั้น
คืออาทิตย์นึงเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง นอกนั้นว่าง
ในใจตอนนั้นผมคิดว่า อะไรมันจะเรียนน้อยขนาดนี้(วะ)
จนมาภายหลังถึงได้รู้ว่า ที่ว่าเวลาเรียนแค่ 3 ตัวน่ะ
เวลาที่เหลือเขาให้ไว้ใช้ทำงาน
สาขาที่ผมเรียนคือสาขาอนิเมชั่น ซึ่งผมเน้นไปที่การทำโมเดลเป็นหลัก
แม้ตามตารางจะเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง แต่ผมไปโรงเรียนทุกวันรวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งที่ไปก็ไม่ได้ไปเรียนหรอก แต่ไปนั่งทำงานในแลป
ผมจะไปถึงโรงเรียนราวๆ 9 โมง เพื่อที่จะได้นั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์แรงๆ
และลากยาวไปถึง 5 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย
ชีวิตตอนเรียน ป.โทของผมเป็นแบบนี้ และเพื่อนของผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
งานสายอนิเมชั่น เป็นสายเน้นสกิล ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกสกิลของเราให้ดี
หลายครั้งที่งานออกมาไม่ได้ดั่งใจ
ผมจะหันไปมองเพื่อนหรือใครก็ไม่รู้ในแลปที่ทำงานออกมาดี
และคิดกับตัวเองว่า เราจะต้องทำแบบนั้นให้ได้
ผมพยายามจะไม่บ่นให้มาก โดยการตั้งคติในใจว่า
"อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังทำไม่ถึง 100 ครั้ง"
ทำไมถึงต้องอย่าเพิ่งบ่น
ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มทำอะไรก็ตามแล้วเริ่มบ่น จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม
การบ่นตอนนั้นจะทำให้เราท้อ ยิ่งบ่นเยอะยิ่งเห็นถึงความลำบากในการทำงาน
พอรู้สึกลำบากมากๆเข้าก็จะเริ่มท้อและพาลล้มเลิกความตั้งใจนั้นเสีย
ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้อง 100 ครั้ง
ผมคิดว่าถ้าคุณทำอะไรก็ตามซ้ำๆ ไปจนชำนาญ
ทำไปจนรู้ว่าอะไรมันน่าจะเป็นยังไง ปัญหานี้น่าจะแก้ยังไง
ในตอนนั้นคุณอาจทำงานได้คล่องมากขึ้น เก่งมากขึ้น
และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณ
ซึ่งเมื่อคุณทำได้ดีขนาดนั้นแล้ว คุณก็จะเลิกบ่น
ทุกวันนี้ผมยังจำและใช้เจ้าคติที่ว่านี้ในกับทุกๆเรื่อง
แม้ชั่วขณะที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ก็ตาม ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังเขียนไม่ถึง 100 เรื่อง
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังวาดไม่ถึง 100 มุข
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังส่งไม่ถึง 100 สำนักพิมพ์
และอย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังอยากเขียน
ปล. ในภาพเป็นสมัยที่ทำงานที่อเมริกา ช่วงนั้นทำแต่โปรเจคเกมม้านานไปหน่อย
ช่วงนั้นผมเรียนๆเล่นๆด้วยความที่มีกิจกรรมในมหาลัยมากมาย
ทำให้หลายครั้งไปโฟกัสกับสิ่งอื่นมากกว่าการเรียน
หลายครั้งทำงานแบบพอส่ง ทำให้เสร็จตามกำหนดการ
และด้วยตารางเรียนที่แน่นเอี๊ยดทุกวัน (จ-ศ)
ทำให้หลายครั้งงานที่ทำออกมาลวกๆ
ในตอนนั้นผมคิดว่าไม่เป็นไร งานสไตล์ใครสไตล์มัน
จวบจนมาเรียนต่อ ป.โท ที่อเมริกา
ครั้งแรกที่ได้เห็นตารางเรียนถึงกับตะลึง
เพราะเทอมนึงเรียนแค่ 3 ตัวเท่านั้น
คืออาทิตย์นึงเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง นอกนั้นว่าง
ในใจตอนนั้นผมคิดว่า อะไรมันจะเรียนน้อยขนาดนี้(วะ)
จนมาภายหลังถึงได้รู้ว่า ที่ว่าเวลาเรียนแค่ 3 ตัวน่ะ
เวลาที่เหลือเขาให้ไว้ใช้ทำงาน
สาขาที่ผมเรียนคือสาขาอนิเมชั่น ซึ่งผมเน้นไปที่การทำโมเดลเป็นหลัก
แม้ตามตารางจะเข้าเรียนแค่ 3 ครั้ง แต่ผมไปโรงเรียนทุกวันรวมถึงวันเสาร์-อาทิตย์
ซึ่งที่ไปก็ไม่ได้ไปเรียนหรอก แต่ไปนั่งทำงานในแลป
ผมจะไปถึงโรงเรียนราวๆ 9 โมง เพื่อที่จะได้นั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์แรงๆ
และลากยาวไปถึง 5 ทุ่มครึ่ง เพื่อที่จะเดินทางกลับบ้านด้วยรถไฟเที่ยวสุดท้าย
ชีวิตตอนเรียน ป.โทของผมเป็นแบบนี้ และเพื่อนของผมก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
งานสายอนิเมชั่น เป็นสายเน้นสกิล ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการฝึกสกิลของเราให้ดี
หลายครั้งที่งานออกมาไม่ได้ดั่งใจ
ผมจะหันไปมองเพื่อนหรือใครก็ไม่รู้ในแลปที่ทำงานออกมาดี
และคิดกับตัวเองว่า เราจะต้องทำแบบนั้นให้ได้
ผมพยายามจะไม่บ่นให้มาก โดยการตั้งคติในใจว่า
"อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังทำไม่ถึง 100 ครั้ง"
ทำไมถึงต้องอย่าเพิ่งบ่น
ผมคิดว่าถ้าเราเริ่มทำอะไรก็ตามแล้วเริ่มบ่น จะด้วยเหตุอะไรก็ตาม
การบ่นตอนนั้นจะทำให้เราท้อ ยิ่งบ่นเยอะยิ่งเห็นถึงความลำบากในการทำงาน
พอรู้สึกลำบากมากๆเข้าก็จะเริ่มท้อและพาลล้มเลิกความตั้งใจนั้นเสีย
ส่วนที่ว่าทำไมถึงต้อง 100 ครั้ง
ผมคิดว่าถ้าคุณทำอะไรก็ตามซ้ำๆ ไปจนชำนาญ
ทำไปจนรู้ว่าอะไรมันน่าจะเป็นยังไง ปัญหานี้น่าจะแก้ยังไง
ในตอนนั้นคุณอาจทำงานได้คล่องมากขึ้น เก่งมากขึ้น
และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงของคุณ
ซึ่งเมื่อคุณทำได้ดีขนาดนั้นแล้ว คุณก็จะเลิกบ่น
ทุกวันนี้ผมยังจำและใช้เจ้าคติที่ว่านี้ในกับทุกๆเรื่อง
แม้ชั่วขณะที่พิมพ์เรื่องนี้อยู่ก็ตาม ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังเขียนไม่ถึง 100 เรื่อง
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังวาดไม่ถึง 100 มุข
อย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังส่งไม่ถึง 100 สำนักพิมพ์
และอย่าเพิ่งบ่น ถ้ายังอยากเขียน
ปล. ในภาพเป็นสมัยที่ทำงานที่อเมริกา ช่วงนั้นทำแต่โปรเจคเกมม้านานไปหน่อย
Monday, November 17, 2014
แมคฯ เอกมัย
สถานที่เดิม ที่เคยมานั่งเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว
ที่ซึ่งในตอนนั้นกำลังจะออกไปเผชิญกับอะไรก็ไม่รู้ที่อยู่ข้างหน้า
มานั่งอีกทีในตอนนี้ ด้วยความรู้สึกคล้ายๆกัน
คือการเผชิญกับอะไรก็ไม่รู้ที่รออยู่ข้างหน้า
Tuesday, September 30, 2014
A town where I live
เพจใหม่สำหรับไว้รวบรวมงานเขียนและรูปถ่ายโดยเฉพาะ
ขอเชิญเยี่ยมชมกันได้นะครับ
https://www.facebook.com/atownwhereilive
Saturday, September 13, 2014
หนังสือน่าอ่าน
เล่นบ้าง เรียงตามช่วงอายุแบบเม้งละกัน
1. บ้านเล็กในป่าใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวๆหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางป่าน้อย ก่อนจะย้ายไปสู่ป่าใหญ่ ตัวหนังสือเขียนโดย ลอร่า อิงกัล ไวเดอร์ ซึ่งเธอเล่าเรื่องชีวิตของเธอตั้งแต่สมัยเด็กมา หนังสือชุดนี้ประกอบไปด้วยทั้งหมด 7 เล่ม โดย5 เล่มแรกเป็นเรื่องของเธอและครอบครัวตั้งแต่เด็กจนโต เล่มที่ 6 เป็นเรื่องของ อัลแมนโซ ไวเดอร์ ซึ่งคือคู่ครองของเธอนั่นเอง และเล่มที่ 7 เป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด หนังสือชุดนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านเลยก็ว่าได้ เป็นหนังสือชุดที่แม่ของผมชอบมาก ในตอนแรกๆผมยืมหนังสือชุดนี้จากห้องสมุดที่ รร.อัสสัมชัญแผนกประถม โดยยืมมาให้แม่อ่าน ต่อมาภายหลังผมจึงลองอ่านดูบ้าง และเป็นหนังสือชุดที่ยืมไปทั้งหมด 2 รอบในชีวิตนักเรียนประถม ก่อนจะมายืมอีกรอบนึงตอนชั้นมัธยม และในที่สุดก็ซื้อครบชุดตอนที่ห้างเดอะมอลล์(ละมั้ง) ขายแบบลดราคาอยู่
2. กระท่อมน้อยของลุงทอม หลังจากยืมหนังสือชุดบ้านเล็กรัวๆ ครูบรรณารักษ์จึงเริ่มแนะนำหนังสือให้อีกหลายเล่ม เล่มหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมคือ กระท่อมน้อยของลุงทอม ไม่ใช่เพราะเนื้อหาชีวิตอันน่ารัดทดและอดสู ชีวิตมันช่างบัดซบอะไรเช่นนี้ แต่เพราะความหนาและหนักของหนังสือเล่มนี้ในสมัยนั้น หนาระดับไบเบิ้ลกันเลยทีเดียว แต่สาเหตุหลักที่ผมยืมหนังสือเล่มนี้เพราะในโดราเอม่อนมีตอนหนึ่งที่โนบีตะ ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ โดนห่าอะไรสักอย่างเข้าไปทำให้ติดหนังสืองอมแงมและเรื่องที่โนบีตะอ่านจนดึก น้ำตาไหลหรากคือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอมนี่เอง
3. ห้าสหายผจญภัย โดย อีนิด ไบรตัน สมัยประถมที่โรงเรียนจะมีงานหนังสือเล็กๆให้นักเรียนซื้อไปอ่านเล่น ผมซื้อหนังสือชุดเล่มนี้มาหนึ่งเล่มโดยไม่รุ้ว่ามันคืออะไร และหลังจากนั้นเมื่อเจอหนังสือชุดเล่มนี้ที่ไหนก็จะซื้อไว้อ่าน ในตอนนั้นซื้อมาเปะปะมาก จนภายหลังแม่ของผมก็เลยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดยกชุด โดยโทรไปสั่งที่สนพแก้วไทยกันเลยทีเดียว ความรู้สึกของเด็กประถมคนนึงในตอนนั้นคือตื้นตันจนเหลือจะกล่าว และยิ่งตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าหนังสือชุดนี้มีถึง 20 กว่าเล่ม ซึ่งมานึกดูตอนมัธยมเพื่อนคนนึงมาบ้านแล้วขอยืมไปเกือบยกชุด แล้วตอนนี้มันเอามาคืนรึยังวะ... ห้าสหายผจญภัยได้รับความนิยมมาก จนนักเขียนอเมริกันเอามาเขียนต่อเป็นภาค 2 ซึ่งแน่นอนว่าความสนุกสู้คนเขียนต้นฉบับไม่ได้ นอกจากนี้คนเขียนยังเขียนชุด สี่เกลอผจญภัยอีก ซึ่งสนุกไม่แพ้กันและทำให้ผมได้รู้จักวรรณกรรมเด็ก
4. ล่องไพร โดยน้อย อินทนนน์ แม่งเอ้ย ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่เปิดจินตนาการให้กว้างไกลได้ละก็ หนังสือชุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลยทีเดียว คนเขียนเล่าเรื่องราวของศักดิ๋ สุริยันพรานหนุ่ม กับตาเกิ้นคนนำทางคู่ใจ ที่ออกลุยป่าฝ่าดงแก้ไขปัญหาสัตว์รบกวนตามหมู่บ้านต่างๆ ภายในเรื่องมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับป่า และความเชื่อแบบไทยๆผสมอยู่ตลอด
5. ยิ้มสี่ขา โดย เจมส์ แฮเรียต ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่อ่านแล้วยิ้มได้ก็ต้องหนังสือเล่มนี้เลย คนเขียนเป็นสัตว์แพทย์ทั้งสัตว์เล็กและใหญ่ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่เขาต้องเจอทั้งคนและสัตว์ เนื้อหาดีไม่มีพิษภัยเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากเป็นสัตวแพทย์ได้ดี
6. 4 ปีนรกในเขมร คนเขียนเป็นภรรยานักการฑูตชาวญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งสามีและลูกตายลงในระหว่างอพยพ และหลังจากผ่านไป 4 ปี ตัวคนเขียนจึงหลุดออกมาจากนรกนั้นได้สำเร็จ สงครามไม่เคยให้คุณแก่ใคร
7. อย่ากระนั้นเลย แปลโดยมนันยา รวมเรื่องสั้นแปล มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่อง บางเรื่องคิดได้ไง และบางเรื่องเหมือนเคยอ่านเจอในขายหัวเราะ เป็นงานเขียนที่ทำให้รู้จักคำว่าสำนวนฝรั่ง
8. สยองขวัญ โดย เอโดงาวะ รัมโป เล่มนี้อ่านครั้งแรกสมัยประถมโดยยืมมาจากห้องสมุด และไม่นานมานี้เพิ่งซื้อฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ไม่น่าเชื่อว่าความสยองในวัยเด็กยังคงสยองอยู่ในวัยโต เรื่องที่ชอบคือเรื่องเก้าอี้มนุษย์
9. Yellow cabby โดย smartupid คนเขียนเคยขับแท๊กซี่ในนิวยอร์กและเขียนเล่าเรื่องราวได้สนุกมาก ผมตามอ่านมาตั้งแต่สมัยแกโพสลงพันทิปแรกๆ จนเมื่อรวมเล่มจึงไม่รีรอที่จะซื้อเก็บ
10. เหมืองแร่ โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่องของเด็กหนุ่มเมืองคนหนึ่งที่จับพลัดจับพลูไปทำงานที่เหมืองแร่ในภาค ใต้ และระหว่างทำงานก็ได้เจอผู้คนหลากหลายทั้งดีและไม่ดี
11. Nightmare &dreamscapes โดยสตีเฟ่นคิง รวมเรื่องสั้นของสตีเฟ่นคิง ชอบการบรรยานและการเล่าเรื่องของสตีเฟ่นคิงที่ทำให้รุ้สึกเหมือนกับเราเข้า ไปอยู่ในเรื่องนั้นๆด้วยตัวเอง การเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านคล้อยตามก่อนจะถูกปล่อยทิ้งไว้ในสถานการณ์อัน น่ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะทำยังไง และตกหลุมพรางของคนเขียน สุดท้ายก็ต้องจำยอมรับสภาพต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
12. Sputnik sweetheart เรื่องนี้เป็นหนังสือของฮารูกิ มุราคามิเล่มที่ 6 ที่อ่าน เชื่อไหมว่าไอ้ 5 เล่มก่อนหน้านี้ผมอ่านโดยหาความสนุกไม่เจอ แต่ทนอ่านเพราะเพื่อนแนะนำกันว่าดี จวบจนเล่มที่ 6 คือเล่มนี้ หลังจากอ่านจบรอบแรกเหมือนมีอะไรสักอย่างคลิก แล้วทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย มันก็สนุกดีนี่หว่า หลังจากนั้นจึงย้อนไปอ่านไอ้ 5 เล่มตอนแรกใหม่ และตามอ่านงานของมุราคามิมาเรื่อยๆตั้งแต่นั้น
13. เพชรพระอุมา โดย พนมเทียน อ่านหนังสือชุดนี้ครั้งแรกตอนทำทีสิส เพื่อเป็นหัวข้อประกอบทีสิส ใช้เวลาอ่านภาคแรกอยู่ราวอาทิตย์นึง โดยอ่านตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าทุกวัน เรื่องที่น่าสนุกคือผมยืมหนังสือชุดนี้ที่หอกลาง และจะแข่งกันยืมกับนิสิตอีกคนที่มายืมหนังสือชุดนี้เช่นกัน ที่สำคัญคือเริ่มอ่านไล่ๆกันดังนั้นเวลายืมก็จะโดนตัดหน้าบ้าง ตัดหน้าเขาบ้างสลับกัน บางครั้งแก้ปัญหาโดยการหาฉบับพิมพ์ครั้งอื่นที่เลขหน้าแม่งรันทีเดียวโดยไม่ ได้นับใหม่เมื่อขึ้นเล่มใหม่ ก็ต้องมานั่งสุ่มว่ามันน่าจะประมาณเล่มนี้ หรือบางครั้งก็ไปยืมที่ห้องสมุดคณะอื่นเป็นต้น
14.Goth คดีฆ่าตัดข้อมือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนมัธยมชายหญิงคู่นึง ที่มีงานอดิเรกที่ไม่เหมือนใคร งานอดิเรกที่ว่าคือการดูศพ และเรื่องยิ่งน่าสนุกขึ้นเมื่อทั้งคู่เจอสมุดบันทึกของฆาตกร การดูศพและตามหาฆาตกรต่อเนื่องไปด้วยจึงเริ่มขึ้น ตัวหนังสือบรรยายได้เงียบและเยือกเย็นมากผสมกับความจิตหน่อยของทั้งคู่ทำให้ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
15. หนังสือรัก โดยผมอยุ่ข้างหลังคุณ คนเขียนเป็นจิตแพทย์ และชอบดูหนัง หนังแต่ละเรื่องจึงมีการถอดความภาษาหนังออกมาเป็นบทวิเคราะห์ทางจิต หนังสือเล่มนี้จึงรวมบทวิเคราะห์เรื่องความรักจากมุมมองของหนังออกมาได้เป็น อย่างดี ดังคำที่ว่าดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง
16. มูซาชิ เล่มนี้อ่านตามไอ้ชูทมั้งถ้าจำไม่ผิด และด้วยความชอบจึงซื้อเก็บไว้ เล่มนี้เป็นเล่มที่ผมจะหยิบออกมาอ่านซ้ำเป็นช่วงๆ โดยในแต่ละช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะได้แง่คิดใหม่ๆขึ้นมาตามช่วง เวลาในตอนนั้น เป็นหนังสือที่ถ้ารู้สึกเคว้งคว้างมีไว้อ่านก็น่าจะเหมาะดี
17. จะเล่าให้คุณฟัง เป็นเล่มที่ค่อยๆอ่านอยู่ ตัวหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีปัญกาชีวิตจึงมาปรึกษา จิตแพทย์ ในการมาแต่ละครั้ง ปัญหาที่ชายคนนั้นมีก็แตกต่างกันไป จิตแพทย์ก็จะเล่านิทานเรื่องนึงให้ชายคนนั้นฟัง การมองเรื่องของตนในมุมมองบุคคลที่สาม บางครั้งก็ทำให้ปัญหาที่อยู่ต่อหน้าดูเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อมองออกมาจากมุมที่ไกลขึ้นนิดนึง
1. บ้านเล็กในป่าใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวๆหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางป่าน้อย ก่อนจะย้ายไปสู่ป่าใหญ่ ตัวหนังสือเขียนโดย ลอร่า อิงกัล ไวเดอร์ ซึ่งเธอเล่าเรื่องชีวิตของเธอตั้งแต่สมัยเด็กมา หนังสือชุดนี้ประกอบไปด้วยทั้งหมด 7 เล่ม โดย5 เล่มแรกเป็นเรื่องของเธอและครอบครัวตั้งแต่เด็กจนโต เล่มที่ 6 เป็นเรื่องของ อัลแมนโซ ไวเดอร์ ซึ่งคือคู่ครองของเธอนั่นเอง และเล่มที่ 7 เป็นบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด หนังสือชุดนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการอ่านเลยก็ว่าได้ เป็นหนังสือชุดที่แม่ของผมชอบมาก ในตอนแรกๆผมยืมหนังสือชุดนี้จากห้องสมุดที่ รร.อัสสัมชัญแผนกประถม โดยยืมมาให้แม่อ่าน ต่อมาภายหลังผมจึงลองอ่านดูบ้าง และเป็นหนังสือชุดที่ยืมไปทั้งหมด 2 รอบในชีวิตนักเรียนประถม ก่อนจะมายืมอีกรอบนึงตอนชั้นมัธยม และในที่สุดก็ซื้อครบชุดตอนที่ห้างเดอะมอลล์(ละมั้ง) ขายแบบลดราคาอยู่
2. กระท่อมน้อยของลุงทอม หลังจากยืมหนังสือชุดบ้านเล็กรัวๆ ครูบรรณารักษ์จึงเริ่มแนะนำหนังสือให้อีกหลายเล่ม เล่มหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของผมคือ กระท่อมน้อยของลุงทอม ไม่ใช่เพราะเนื้อหาชีวิตอันน่ารัดทดและอดสู ชีวิตมันช่างบัดซบอะไรเช่นนี้ แต่เพราะความหนาและหนักของหนังสือเล่มนี้ในสมัยนั้น หนาระดับไบเบิ้ลกันเลยทีเดียว แต่สาเหตุหลักที่ผมยืมหนังสือเล่มนี้เพราะในโดราเอม่อนมีตอนหนึ่งที่โนบีตะ ที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ โดนห่าอะไรสักอย่างเข้าไปทำให้ติดหนังสืองอมแงมและเรื่องที่โนบีตะอ่านจนดึก น้ำตาไหลหรากคือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอมนี่เอง
3. ห้าสหายผจญภัย โดย อีนิด ไบรตัน สมัยประถมที่โรงเรียนจะมีงานหนังสือเล็กๆให้นักเรียนซื้อไปอ่านเล่น ผมซื้อหนังสือชุดเล่มนี้มาหนึ่งเล่มโดยไม่รุ้ว่ามันคืออะไร และหลังจากนั้นเมื่อเจอหนังสือชุดเล่มนี้ที่ไหนก็จะซื้อไว้อ่าน ในตอนนั้นซื้อมาเปะปะมาก จนภายหลังแม่ของผมก็เลยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดยกชุด โดยโทรไปสั่งที่สนพแก้วไทยกันเลยทีเดียว ความรู้สึกของเด็กประถมคนนึงในตอนนั้นคือตื้นตันจนเหลือจะกล่าว และยิ่งตื่นเต้นเมื่อรู้ว่าหนังสือชุดนี้มีถึง 20 กว่าเล่ม ซึ่งมานึกดูตอนมัธยมเพื่อนคนนึงมาบ้านแล้วขอยืมไปเกือบยกชุด แล้วตอนนี้มันเอามาคืนรึยังวะ... ห้าสหายผจญภัยได้รับความนิยมมาก จนนักเขียนอเมริกันเอามาเขียนต่อเป็นภาค 2 ซึ่งแน่นอนว่าความสนุกสู้คนเขียนต้นฉบับไม่ได้ นอกจากนี้คนเขียนยังเขียนชุด สี่เกลอผจญภัยอีก ซึ่งสนุกไม่แพ้กันและทำให้ผมได้รู้จักวรรณกรรมเด็ก
4. ล่องไพร โดยน้อย อินทนนน์ แม่งเอ้ย ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่เปิดจินตนาการให้กว้างไกลได้ละก็ หนังสือชุดนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลยทีเดียว คนเขียนเล่าเรื่องราวของศักดิ๋ สุริยันพรานหนุ่ม กับตาเกิ้นคนนำทางคู่ใจ ที่ออกลุยป่าฝ่าดงแก้ไขปัญหาสัตว์รบกวนตามหมู่บ้านต่างๆ ภายในเรื่องมีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับป่า และความเชื่อแบบไทยๆผสมอยู่ตลอด
5. ยิ้มสี่ขา โดย เจมส์ แฮเรียต ถ้ามีหนังสือเล่มไหนที่อ่านแล้วยิ้มได้ก็ต้องหนังสือเล่มนี้เลย คนเขียนเป็นสัตว์แพทย์ทั้งสัตว์เล็กและใหญ่ โดยเนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่เขาต้องเจอทั้งคนและสัตว์ เนื้อหาดีไม่มีพิษภัยเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากเป็นสัตวแพทย์ได้ดี
6. 4 ปีนรกในเขมร คนเขียนเป็นภรรยานักการฑูตชาวญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดทั้งสามีและลูกตายลงในระหว่างอพยพ และหลังจากผ่านไป 4 ปี ตัวคนเขียนจึงหลุดออกมาจากนรกนั้นได้สำเร็จ สงครามไม่เคยให้คุณแก่ใคร
7. อย่ากระนั้นเลย แปลโดยมนันยา รวมเรื่องสั้นแปล มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่อง บางเรื่องคิดได้ไง และบางเรื่องเหมือนเคยอ่านเจอในขายหัวเราะ เป็นงานเขียนที่ทำให้รู้จักคำว่าสำนวนฝรั่ง
8. สยองขวัญ โดย เอโดงาวะ รัมโป เล่มนี้อ่านครั้งแรกสมัยประถมโดยยืมมาจากห้องสมุด และไม่นานมานี้เพิ่งซื้อฉบับพิมพ์ใหม่โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ ไม่น่าเชื่อว่าความสยองในวัยเด็กยังคงสยองอยู่ในวัยโต เรื่องที่ชอบคือเรื่องเก้าอี้มนุษย์
9. Yellow cabby โดย smartupid คนเขียนเคยขับแท๊กซี่ในนิวยอร์กและเขียนเล่าเรื่องราวได้สนุกมาก ผมตามอ่านมาตั้งแต่สมัยแกโพสลงพันทิปแรกๆ จนเมื่อรวมเล่มจึงไม่รีรอที่จะซื้อเก็บ
10. เหมืองแร่ โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ เรื่องของเด็กหนุ่มเมืองคนหนึ่งที่จับพลัดจับพลูไปทำงานที่เหมืองแร่ในภาค ใต้ และระหว่างทำงานก็ได้เจอผู้คนหลากหลายทั้งดีและไม่ดี
11. Nightmare &dreamscapes โดยสตีเฟ่นคิง รวมเรื่องสั้นของสตีเฟ่นคิง ชอบการบรรยานและการเล่าเรื่องของสตีเฟ่นคิงที่ทำให้รุ้สึกเหมือนกับเราเข้า ไปอยู่ในเรื่องนั้นๆด้วยตัวเอง การเล่าเรื่องที่ทำให้คนอ่านคล้อยตามก่อนจะถูกปล่อยทิ้งไว้ในสถานการณ์อัน น่ากระอักกระอ่วนไม่รู้จะทำยังไง และตกหลุมพรางของคนเขียน สุดท้ายก็ต้องจำยอมรับสภาพต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
12. Sputnik sweetheart เรื่องนี้เป็นหนังสือของฮารูกิ มุราคามิเล่มที่ 6 ที่อ่าน เชื่อไหมว่าไอ้ 5 เล่มก่อนหน้านี้ผมอ่านโดยหาความสนุกไม่เจอ แต่ทนอ่านเพราะเพื่อนแนะนำกันว่าดี จวบจนเล่มที่ 6 คือเล่มนี้ หลังจากอ่านจบรอบแรกเหมือนมีอะไรสักอย่างคลิก แล้วทำให้รู้สึกว่า เฮ้ย มันก็สนุกดีนี่หว่า หลังจากนั้นจึงย้อนไปอ่านไอ้ 5 เล่มตอนแรกใหม่ และตามอ่านงานของมุราคามิมาเรื่อยๆตั้งแต่นั้น
13. เพชรพระอุมา โดย พนมเทียน อ่านหนังสือชุดนี้ครั้งแรกตอนทำทีสิส เพื่อเป็นหัวข้อประกอบทีสิส ใช้เวลาอ่านภาคแรกอยู่ราวอาทิตย์นึง โดยอ่านตั้งแต่ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้าทุกวัน เรื่องที่น่าสนุกคือผมยืมหนังสือชุดนี้ที่หอกลาง และจะแข่งกันยืมกับนิสิตอีกคนที่มายืมหนังสือชุดนี้เช่นกัน ที่สำคัญคือเริ่มอ่านไล่ๆกันดังนั้นเวลายืมก็จะโดนตัดหน้าบ้าง ตัดหน้าเขาบ้างสลับกัน บางครั้งแก้ปัญหาโดยการหาฉบับพิมพ์ครั้งอื่นที่เลขหน้าแม่งรันทีเดียวโดยไม่ ได้นับใหม่เมื่อขึ้นเล่มใหม่ ก็ต้องมานั่งสุ่มว่ามันน่าจะประมาณเล่มนี้ หรือบางครั้งก็ไปยืมที่ห้องสมุดคณะอื่นเป็นต้น
14.Goth คดีฆ่าตัดข้อมือ เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนมัธยมชายหญิงคู่นึง ที่มีงานอดิเรกที่ไม่เหมือนใคร งานอดิเรกที่ว่าคือการดูศพ และเรื่องยิ่งน่าสนุกขึ้นเมื่อทั้งคู่เจอสมุดบันทึกของฆาตกร การดูศพและตามหาฆาตกรต่อเนื่องไปด้วยจึงเริ่มขึ้น ตัวหนังสือบรรยายได้เงียบและเยือกเย็นมากผสมกับความจิตหน่อยของทั้งคู่ทำให้ หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
15. หนังสือรัก โดยผมอยุ่ข้างหลังคุณ คนเขียนเป็นจิตแพทย์ และชอบดูหนัง หนังแต่ละเรื่องจึงมีการถอดความภาษาหนังออกมาเป็นบทวิเคราะห์ทางจิต หนังสือเล่มนี้จึงรวมบทวิเคราะห์เรื่องความรักจากมุมมองของหนังออกมาได้เป็น อย่างดี ดังคำที่ว่าดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเอง
16. มูซาชิ เล่มนี้อ่านตามไอ้ชูทมั้งถ้าจำไม่ผิด และด้วยความชอบจึงซื้อเก็บไว้ เล่มนี้เป็นเล่มที่ผมจะหยิบออกมาอ่านซ้ำเป็นช่วงๆ โดยในแต่ละช่วงเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็จะได้แง่คิดใหม่ๆขึ้นมาตามช่วง เวลาในตอนนั้น เป็นหนังสือที่ถ้ารู้สึกเคว้งคว้างมีไว้อ่านก็น่าจะเหมาะดี
17. จะเล่าให้คุณฟัง เป็นเล่มที่ค่อยๆอ่านอยู่ ตัวหนังสือเป็นเรื่องเกี่ยวกับชายคนหนึ่งที่มีปัญกาชีวิตจึงมาปรึกษา จิตแพทย์ ในการมาแต่ละครั้ง ปัญหาที่ชายคนนั้นมีก็แตกต่างกันไป จิตแพทย์ก็จะเล่านิทานเรื่องนึงให้ชายคนนั้นฟัง การมองเรื่องของตนในมุมมองบุคคลที่สาม บางครั้งก็ทำให้ปัญหาที่อยู่ต่อหน้าดูเป็นเรื่องง่ายๆ เมื่อมองออกมาจากมุมที่ไกลขึ้นนิดนึง
Thursday, September 4, 2014
อาจารย์ถวัลย์
ระลึกถึงความทรงจำเกี่ยวกับอาจา รย์ถวัลย์
แม้ผมจะไม่เคยได้เจอตัวหรือมีโอ กาสเสวนากับท่านโดยตรง
การได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมบ้านดำก ็เป็นความประทับใจแรกต่ออาจารย์
ผมและเพื่อนชาวไอดีได้มีโอกาสไป ทริปเที่ยวเหนือช่วงปี4?
เราไปหลายที่ทั้ง เชียงใหม่ ลำปางและเชียงราย และที่เชียงรายตามกำหนดการคือเร าไปเยี่ยมชมบ้านดำ
บ้านดำ ทำไมต้องดำ แล้วมีความสำคัญยังไง ใครเป็นเจ้าของ
สมองที่เกียจคร้านของผมไม่แม้แต ่จะทำการศึกษาข้อมูลก่อนมาเยี่ยมชม
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมและชาวไอดีก็มาอยู่ที่บ้านดำแ ล้ว
เรายืนอยู่กลางลานโล่งๆที่ล้อมไ ปด้วยบ้านทรงไทยและอาคารทรงโดมแ ละทรงแปลกๆอยู่รอบๆ
บริเวณนั้นมีคนงานกำลังทำความสะ อาดอยู่และไม่นานหลังจากเห็นพวก เรายืนอยู่กันสักพัก
ชายวัยกลางคนในชุดม่อฮ่อมเดินเข ้ามาที่กลุ่มเรา และสักพักจึงสรุปความได้ว่าวันน ี้อาจารย์ไม่อยู่
พวกเราจึงชมกันเองตามอัธยาศัยโด ยมีคนนำเป็นจุดๆ ผมเองก็เดินไปตามกลุ่มเพื่อนๆแล ะอาจารย์
เราเดินขึ้นลงบ้านไทยและดูงานปั ้นบ้าง ของเก่าบ้างที่สะสมวางเรียงรายไ ว้อยู่ทั่วบ้าน
บ้างเป็นเหมือนอุปกรณ์จับปลาแต่ ด้วยขนาดที่ใหญ่มากจึงไม่แน่ใจใ นจุดประสงค์ที่แท้จริง
งานปั้นที่ดูจะเป็นที่สนใจของเพ ื่อนๆ เห็นจะเป็นรูปปั้นช้าง และที่ผมจำได้ติดตาคือรูปปั้นช้ างยิ้มขณะกำลังนั่งขี้ยองๆ
รอยยิ้มของช้างดูสดใสเหมือนรอยย ิ้มเด็กก็ไมีปาน นอกนั้นเป็นของใช้ทั่วไป
ซึ่งของที่ดูเหมือนของทั่วไปนี่ ล่ะ แต่ถ้าเพ่งมองดีๆจะเห็นถึงความล ะเอียดในแต่ล่ะที่
อย่างเช่นขั้นบันไดที่ประดับด้ว ยเปลือกหอยกาบระหว่างขั้น ซึ่งถ้าผมไม่เหยียบแตกไปอันนึงค งไม่สังเกตเห็น
จากนั้นเราได้เข้าไปที่อาคารทรง ประหลาดหลังหนึ่ง ตรงกลางเป็นที่นั่งกึ่งนอนขนาดใ หญ่และยาว ด้านหนึ่งประดับด้วยหัวเสือและข นสัตว์
ผมลองนั่งๆนอนๆบนที่นั่งนั้น แม้จะประดับด้วยขนสัตว์แต่ยังไม ่อาจบดบังความกระด้างของวัสดุใต ้ผิวนั้นได้
หรือบางทีที่นั่งนั้นไม่ได้มีไว ้เพื่อนั่งหรือนอน และรอบๆผนังด้านในก็เป็นเก้าอี้
ผมก็รู้สึกคุ้นตาเก้าอี้ตัวนึงม าก เก้าอี้ตัวนั้นทำจากเขาควายมาปร ะกอบกัน
หลังจากนึกอยู่นานผมก็คิดออกว่า เคยเห็นเก้าอี้ที่ว่านี้จากไหน มาจากรายการขนหัวลุกนั่นเอง
จากนั้นเราเดินเยี่ยมชมไปเรื่อย ๆจนมาถึงโกดังแห่งหนึ่ง
คนนำบอกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานอา จารย์ และอาจารย์กำลังเขียนภาพนี้อยู่ ยังไม่เสร็จ
ผมชะโงกหัวเข้าไปในอาคารขนาดสูง สี่ชั้น ด้วยความอยากรู้ว่าที่ทำงานเป็น ยังไง
ผมมองไม่เห็นโต๊ะหรือเก้าอี้ มีเพียงแค่นั่งร้านสูงสามชั้นแล ะผ้าใบผืนมหึมา
ด้วยสายตาที่เซ่อของผมจึงไม่เห็ นอะไรในระยะใกล้ จวบจนถอยห่างออกมาผมจึงเห็น
ภาพร่างมนุษย์หัวนกกับสายตาที่เ กรี้ยวกราดเหมือนจะกล่าวโทษผม
เรือนร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้าม เนื้อที่ดุดันราวกับจะฉีกกระชาก ร่างของคนดู
มนุษย์นกขนาดยักษ์ที่อยู่ต่อหน้ าผมบังคับให้ผมต้องแหงนหน้าขึ้น มองเพื่อให้เห็นเป็นบุญตา
ผมตะลึงไปกับความสามารถในการเขี ยนภาพในระยะใกล้ของอาจารย์ และนาทีนั้นชื่ออาจารย์ถวัลย์ก็ ถูกบรรจุลงในหน่วยความจำของผม
ขณะที่กำลังตะลึงไม่หายกับความอ ัศจรรย์ของภาพเขียนของอาจารย์
พี่คนนำชมก็เดินเข้ามาพร้อมแท่ง ไม้เล็กๆที่ปลายมีด้ายพันกับแท่ งถ่านก้อนจิ๋วอยู่ก้อนหนึ่ง
และถึงได้รับการบอกเล่าว่า นี่คือสิ่งที่อาจารย์ใช้เขียนงา น
เศษเถ้าถ่าน สร้างงานสวรรค์
แม้ผมจะไม่เคยได้เจอตัวหรือมีโอ
การได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมบ้านดำก
ผมและเพื่อนชาวไอดีได้มีโอกาสไป
เราไปหลายที่ทั้ง เชียงใหม่ ลำปางและเชียงราย และที่เชียงรายตามกำหนดการคือเร
บ้านดำ ทำไมต้องดำ แล้วมีความสำคัญยังไง ใครเป็นเจ้าของ
สมองที่เกียจคร้านของผมไม่แม้แต
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ผมและชาวไอดีก็มาอยู่ที่บ้านดำแ
เรายืนอยู่กลางลานโล่งๆที่ล้อมไ
บริเวณนั้นมีคนงานกำลังทำความสะ
ชายวัยกลางคนในชุดม่อฮ่อมเดินเข
พวกเราจึงชมกันเองตามอัธยาศัยโด
เราเดินขึ้นลงบ้านไทยและดูงานปั
บ้างเป็นเหมือนอุปกรณ์จับปลาแต่
งานปั้นที่ดูจะเป็นที่สนใจของเพ
รอยยิ้มของช้างดูสดใสเหมือนรอยย
ซึ่งของที่ดูเหมือนของทั่วไปนี่
อย่างเช่นขั้นบันไดที่ประดับด้ว
จากนั้นเราได้เข้าไปที่อาคารทรง
ผมลองนั่งๆนอนๆบนที่นั่งนั้น แม้จะประดับด้วยขนสัตว์แต่ยังไม
หรือบางทีที่นั่งนั้นไม่ได้มีไว
ผมก็รู้สึกคุ้นตาเก้าอี้ตัวนึงม
หลังจากนึกอยู่นานผมก็คิดออกว่า
จากนั้นเราเดินเยี่ยมชมไปเรื่อย
คนนำบอกว่าที่นี่เป็นที่ทำงานอา
ผมชะโงกหัวเข้าไปในอาคารขนาดสูง
ผมมองไม่เห็นโต๊ะหรือเก้าอี้ มีเพียงแค่นั่งร้านสูงสามชั้นแล
ด้วยสายตาที่เซ่อของผมจึงไม่เห็
ภาพร่างมนุษย์หัวนกกับสายตาที่เ
เรือนร่างอันเต็มไปด้วยมัดกล้าม
มนุษย์นกขนาดยักษ์ที่อยู่ต่อหน้
ผมตะลึงไปกับความสามารถในการเขี
ขณะที่กำลังตะลึงไม่หายกับความอ
พี่คนนำชมก็เดินเข้ามาพร้อมแท่ง
และถึงได้รับการบอกเล่าว่า นี่คือสิ่งที่อาจารย์ใช้เขียนงา
เศษเถ้าถ่าน สร้างงานสวรรค์
Thursday, August 28, 2014
Where the street have no name.
เคยมีคนเล่าเรื่องที่นาสนใจให้ผมฟังเรื่องนึงว่า ที่เบลฟาสท์ (เมืองในประเทศไอแลนด์เหนือ) คุณสามารถบอกได้ว่าคนนั้นนับถือศาสนาอะไรเพียงแค่ดูจากถนนที่เขาอยู่ และไม่ใช่แค่ทายเรื่องศาสนาได้อย่างเดียวนะ คุณสามารถบอกได้เลยล่ะว่าคนๆนั้นหาเงินได้เท่าไหร่ โดยดูว่าอยู่ฝั่งไหนของถนนเส้นนั้น เพราะอะไรน่ะรึ เพราะบ้านที่ยิ่งอยู่สุงบนเนินราคามันก็จะยิ่งแพงขึ้นๆน่ะสิ
พูดง่ายๆคือ คุณแทบจะบอกได้เลยว่าไอ้คนๆนั้นน่ะ มีฐานะ ความเป็นอยู่ ชนชั้นไหนจากชื่อและฝั่งของถนนเส้นนั้นที่เขาอยู่ ไอ้เรื่องนี้น่ะมันมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ผมคิด ผมเลยเริ่มเขียน เขียนเรื่องเกี่ยวกับถนนที่ไร้นาม
- โบโน่
Sunday, August 17, 2014
Patreon
I'm trying on this one though, let's how it works.
I mean it sound kinda fun right, so hopefully I gotta send my postcard out to someone soon.
Here's my Patreon's page.
Monday, August 4, 2014
แท๊กซี่ 3
ความเป็นมืออาชีพคือการที่ทำสิ่งที่มือสมัครเล่นหรือคนทั่วไปไม่สามารถทำได้ง่ายๆ แต่มืออาชีพสามารถทำให้เหมือนเป็นเรื่องง่ายๆได้
ผมนั่งอยู่บนรถแท๊กซี่ขณะที่ฝนกำลังตกปรอยๆ ด้วยละอองฝนกับความมืดยามค่ำคืนทำให้อุณหภูมิภายในรถนั้นเย็นยะเยือกขึ้นอีก ขบวนรถจากแยกอโศกมุ่งไปทางสุขุมวิทค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลงจนถึงขั้นหยุดนิ่งที่ระยะ 100 เมตรก่อนถึงไฟแดง ค่ำคืนวันอาทิตย์ไม่ได้ช่วยให้รถบนถนนโล่งขึ้นเลย แต่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เนื่องจากตัวแปรที่สำคัญตอนนี้คือฝน ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกรุงเทพฯที่เมื่อฝนตกรถก็ย่อมติด
ผมนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้สายตาฆ่าเวลาไปกับหลายชีวิตข้างทางที่ซึ่งกำลังครึกครื้นโดยไม่ยี่หระต่อสายฝนภายนอก เหมือนคืนนี้สำหรับชาวคาวบอยทั้งหลายเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ดูจากภายนอกซอยคาวบอยก็เหมือนพัฒพงศ์เวอชั่นถนนสุขุมวิท คราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว นักท่องราตรี บาร์เหล้าแผงลอยเกลื่อนฟุตบาท และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือขบวนรถแท๊กซี่ที่จอดรอเหยื่ออยู่ริมถนน ถ้าคุณมาแยกอโศกสักสี่ทุ่มเป็นต้นไป คุณจะพบเห็นรถแท๊กซี่จอดดับเครื่องกันอย่างเป็นกิจลักษณะได้เป็นแถวยาว บางครั้งอาจจะจอดกันถึง 2 แถว และยิ่งช่วงดึกในบางครั้งก็จอดกันถึง 3 แถวเลยก็มีมาแล้ว เรื่องแจ้งตำรวจนั้นน่าจะลืมไปได้เลยเพราะผมเคยเห็นรถตำรวจยังมาจอดอยู่ที่นี่เลย ซึ่งระยะที่จอดกันอย่างไม่เกรงใจฟ้าดินนั้นบางครั้งกินแนวเลยซ้ายสุดๆไปตลอดทั้งแถว ทำให้รถที่จะเลี้ยวซ้ายจากอโศกเข้าสุขุมวิทนั้นทำได้อย่างยากลำบาก แทนที่จะเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดได้ กลับต้องมาติดกับขบวนรถแท๊กซี่ที่จอดรอเหยื่อกัน
และนั่นทำให้แท๊กซี่ที่ผมกำลังนั่งตัดสินใจเบี่ยงออกมาเลนขวา แม้ว่าเรา(พี่แท๊กซี่และผม) จะต้องเลี้ยวซ้ายตรงแยกอโศกนี้เข้าเส้นสุขุมวิทก็ตาม จริงอยู่ว่าถ้าพี่แท๊กซี่แกค่อยๆเลาะเลนซ้ายเราก็คงเลี้ยวซ้ายได้ตามปกติ แม้ว่าจะกินเวลากับการที่ต้องคอยหลบหรือเบี่ยงขบวนแท๊กซี่ที่รอเหยื่อก็ตาม แต่ผมคิดว่าพี่แท๊กซี่คงเบื่อกับการต้องมานั่งรอไอ้แท๊กซี่ห่าพวกนี้ แกจึงออกขวาให้รู้แล้วรู้รอดเลย เรื่องมันคงไม่มีอะไรถ้าแกออกขวาไปสักเลนสองเลน ไม่ใช่ออกมาอยู่เลยขวาสุดแบบตอนนี้ และระยะตอนนี้เหลือแค่ 30 เมตรก่อนจะถึงไฟแดง ผมไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถเลี้ยวซ้ายได้ทันหรือไม่ ระยะที่เราอยู่นั้นเรียกได้ว่าอยู่ในเลนเลี้ยวขวาเลย ถ้าเราจะเลี้ยวซ้ายนั่นหมายถึงพี่แท๊กซี่ต้องแทบจะหักเข้ามายาวๆเลยทีเดียว ผมนั่งพิจารณาสถานการณ์ตรงหน้าเงียบๆแล้วปล่อยให้พี่แท๊กซี่ตัดสินใจเอง
"เข้าไม่ได้" พี่แท๊กซี่บ่นงึมงัม
ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมันก็เข้าไม่ได้จริงๆน่ะแหละ รถติดไม่ขยับมานานแล้ว คงต้องรอสัญญาณไฟเปลี่ยน เราถึงจะขยับไปข้างหน้าได้
"รถมันปิดทางหมดเลย" พี่แท๊กซี่พูดกับตัวเอง
สัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนแล้ว รถคันข้างหน้าเลยขยับ พี่แท๊กซี่พยายามจะเข้าซ้ายเมื่อเห็นช่องว่างอันน้อยนิด แต่แท๊กซี่คันข้างๆก็เร่งขึ้นมาปิดช่องว่างทันที การเคลื่อนตัวของรถบนถนนเป็นไปได้ช้ามาก และที่สุดรถทุกคันก็หยุดนิ่งเหมือนเดิม
ถึงตอนนี้ระยะห่างเหลือแค่ 15 เมตรจะถึงแยก ผมซึ่งคิดว่าสงสัยได้ไปอ้อมตรงถนนพระราม 4 แน่ เลยนั่งเงียบๆไม่อยากไปกดดันพี่แท๊กซีให้มากขึ้น
"เข้าไม่ได้เลย" พี่แท๊กซีพูดเหมือนบ่นกับตัวเองเบาๆ แล้วเคลื่อนรถไปข้างหน้าอีก
"เข้าไม่ได้แล้วยิ่งขยับไปข้างหน้ามันก็ยิ่งไม่ได้สิ" ผมคิดในใจ
พี่แท๊กซี่แกบ่นงีมงำอะไรสักอย่างอยู่
ผมเดาว่าแกรอสัญญาณไฟ ตัวผมเองซึ่งจับตามองรถคันข้างๆพลางเอากระเป๋ามาบังเผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินผ่อนหนักให้เป็นเบา แล้วสัญญาณไฟก็เปลี่ยนสี พี่แท๊กซีหักเข้าซ้ายทันทีด้วยความเร็วที่รถรอบข้างยังไม่ทันขยับ และด้วยเทกนิคอะไรไม่รู้ พี่แกจึงพารถทะลุจากเลนขวาสุดเข้าซ้ายก่อนจะเบียดกับกระบะที่ขับชลอเลี้ยวซ้ายเข้าสุขุมวิทได้อย่างเฉียดฉิวในระยะแค่ 10 เมตรจากแยก
นี่สินะมืออาชีพ
Thursday, July 31, 2014
แมวพิมพ์
ส่งต้นฉบับไปที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งเมื่อเดือนกว่าที่แล้ว
ทีนี้อยากรู้ว่ามีอะไรอัพเดทไหม แต่ก็ไม่อยากจะดูเหมือนไปเร่งเขาเกิน
เลยส่งแมวไปถามดู
ทีนี้อยากรู้ว่ามีอะไรอัพเดทไหม แต่ก็ไม่อยากจะดูเหมือนไปเร่งเขาเกิน
เลยส่งแมวไปถามดู
Wednesday, June 25, 2014
อิตาลี - อุรุกวัย
นัดนี้อิตาลีเริ่มเล่นได้กลางๆ นัยว่ากะรออุรุกวัยที่ต้องการประตูบุกเพลินๆแล้วรอสวนกลับซะ
เกมดำเนินมาเรื่อยๆ ทั้ง 2 ทีมยังไม่มีโอกาสอะไรมากนัก อิตาลีเองก็หวังกองหน้าตัวเป้าอย่างโบลาเตลี่อยู่
โบลาเตลี่ที่แม้จะพึ่งได้เป็นบางครั้ง ยังมีปัญหากับการควบคุมอารมณ์ทำให้โดนใบเหลืองแบบไม่น่าทำไปฟรีๆ
เริ่มครึ่งหลังโบลาเตลี่จึงโดนเปลี่ยนออก ซึ่งก็ดีแล้วล่ะเพราะไม่งั้นเสี่ยงโดนแดงต่อแน่ๆ
เกมในครึ่งหลังช่วงแรก อิตาลีพอมีโอกาสสวนกลับบ้างบางจังหวะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก ยิงติดบ้าง ช้าบ้าง
จนมาถึงจุดเปลี่ยนตอนที่ มาคิซิโอ้ โดนใบแดงจากการเข้าบอลแล้วไปยันฝั่งตรงข้ามถึงตอนนี้อิตาลีต้องเน้นรับและสวนกลับอย่างเดียวซะแล้ว แต่ด้วยตัวผู้เล่นที่ความเร็วไม่ค่อยมีกัน ทำให้หลายจังหวะกลายเป็นจังหวะที่ "น่าจะ" ไปเกือบหมด
ปิร์โล่เองก็ขึ้นบอลไปไม่ได้เร็วนัก เพราะไม่มีกองหน้าที่จะส่งให้ได้ทำให้หลายครั้งต้องเบี่ยงออกด้านข้าง
แม้แต่คาสซาโน่ที่เชื่องช้าทำให้ไม่พอที่จะช่วยเกมอะไรได้ นี่คงเป็นยุคที่อิตาลีขาดแคลนศูนย์หน้าจริงๆ
ช่วงนี้มีจังหวะที่กล้องจับที่สีหน้าของโบลาเตลี่อยู่พักนึง สายตาที่โบลาเตลี่มองเหมือนเจ็บใจ
ถ้าเขาไม่โดนใบเหลืองและเล่นตามปกติไปซะ เขาคงยังอยู่ในสนามและมีโอกาสช่วยทีมมากกว่านี้
ก็หวังไว้ว่านี่จะเป็นบทเรียนในอนาคตของโบลาเตรี่
อิตาลี - อุรุกวัยยังผลัดกันรับ-รุกอยู่เรื่อยๆ และบุฟฟ่อนโชว์ฝีมือเชื่อใจได้เหมือนเดิมอยู่
จนมาถึงไคลแมกซ์ประจำวัน
ผมนั่งดูอยู่ แล้วกล้องตัดไปเห็นคิเอลินี่กับซัวเรสนอนกลิ้ง โดยซัวเรสนอนกุมปากอยู่
ตอนนั้นนึกว่าทั้ง 2 คนชนกันแล้วหัวคิเอลินี่ไปกระแทกปากซัวเรส
ที่ไหนได้ พอดูภาพช้าเท่านั้นแหละ โคตรฮาาาาาาาาา
ซัวเรสกับคิเอลินี่ยักแย่ยักยันอยู่ แล้วซัวเรสก็บรรจงไปยืดตัวเอาฟันเฉาะลงมาที่ไหล่ของคิเอลินี่
ทำไปทำไม 5555
ปกติเคยได้ยินเรื่องเล่าการกัดของซัวเรส แต่เพิ่งเคยเห็นของจริงก็คราวนี้แหละ
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ขณะที่อิตาลีเสียสมาธิกับการระแวงว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
อุรุกวัยทำประตูได้จากลูกเตะมุม
และเป็นอันจบเกมสำหรับอิตาลี
หวังว่าจะมีศูนย์หน้าจอมเก๋ารุ่นใหม่ๆโผล่ขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้านะ
สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ขอลาไปก่อน
ciao
เกมดำเนินมาเรื่อยๆ ทั้ง 2 ทีมยังไม่มีโอกาสอะไรมากนัก อิตาลีเองก็หวังกองหน้าตัวเป้าอย่างโบลาเตลี่อยู่
โบลาเตลี่ที่แม้จะพึ่งได้เป็นบางครั้ง ยังมีปัญหากับการควบคุมอารมณ์ทำให้โดนใบเหลืองแบบไม่น่าทำไปฟรีๆ
เริ่มครึ่งหลังโบลาเตลี่จึงโดนเปลี่ยนออก ซึ่งก็ดีแล้วล่ะเพราะไม่งั้นเสี่ยงโดนแดงต่อแน่ๆ
เกมในครึ่งหลังช่วงแรก อิตาลีพอมีโอกาสสวนกลับบ้างบางจังหวะแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นัก ยิงติดบ้าง ช้าบ้าง
จนมาถึงจุดเปลี่ยนตอนที่ มาคิซิโอ้ โดนใบแดงจากการเข้าบอลแล้วไปยันฝั่งตรงข้ามถึงตอนนี้อิตาลีต้องเน้นรับและสวนกลับอย่างเดียวซะแล้ว แต่ด้วยตัวผู้เล่นที่ความเร็วไม่ค่อยมีกัน ทำให้หลายจังหวะกลายเป็นจังหวะที่ "น่าจะ" ไปเกือบหมด
ปิร์โล่เองก็ขึ้นบอลไปไม่ได้เร็วนัก เพราะไม่มีกองหน้าที่จะส่งให้ได้ทำให้หลายครั้งต้องเบี่ยงออกด้านข้าง
แม้แต่คาสซาโน่ที่เชื่องช้าทำให้ไม่พอที่จะช่วยเกมอะไรได้ นี่คงเป็นยุคที่อิตาลีขาดแคลนศูนย์หน้าจริงๆ
ช่วงนี้มีจังหวะที่กล้องจับที่สีหน้าของโบลาเตลี่อยู่พักนึง สายตาที่โบลาเตลี่มองเหมือนเจ็บใจ
ถ้าเขาไม่โดนใบเหลืองและเล่นตามปกติไปซะ เขาคงยังอยู่ในสนามและมีโอกาสช่วยทีมมากกว่านี้
ก็หวังไว้ว่านี่จะเป็นบทเรียนในอนาคตของโบลาเตรี่
อิตาลี - อุรุกวัยยังผลัดกันรับ-รุกอยู่เรื่อยๆ และบุฟฟ่อนโชว์ฝีมือเชื่อใจได้เหมือนเดิมอยู่
จนมาถึงไคลแมกซ์ประจำวัน
ผมนั่งดูอยู่ แล้วกล้องตัดไปเห็นคิเอลินี่กับซัวเรสนอนกลิ้ง โดยซัวเรสนอนกุมปากอยู่
ตอนนั้นนึกว่าทั้ง 2 คนชนกันแล้วหัวคิเอลินี่ไปกระแทกปากซัวเรส
ที่ไหนได้ พอดูภาพช้าเท่านั้นแหละ โคตรฮาาาาาาาาา
ซัวเรสกับคิเอลินี่ยักแย่ยักยันอยู่ แล้วซัวเรสก็บรรจงไปยืดตัวเอาฟันเฉาะลงมาที่ไหล่ของคิเอลินี่
ทำไปทำไม 5555
ปกติเคยได้ยินเรื่องเล่าการกัดของซัวเรส แต่เพิ่งเคยเห็นของจริงก็คราวนี้แหละ
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ขณะที่อิตาลีเสียสมาธิกับการระแวงว่าใครจะเป็นเหยื่อรายต่อไป
อุรุกวัยทำประตูได้จากลูกเตะมุม
และเป็นอันจบเกมสำหรับอิตาลี
หวังว่าจะมีศูนย์หน้าจอมเก๋ารุ่นใหม่ๆโผล่ขึ้นมาในอีก 2 ปีข้างหน้านะ
สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ขอลาไปก่อน
ciao
Friday, June 6, 2014
ฝัน อาจารย์ หอก
เมื่อคืนฝันแปลก
ฝันว่าฉีฟูอยู่ที่เมืองไทย
และรู้สึกอายฉีฟูว่าเราละเลยกังฟูมาขนาดไหน
ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ฉีฟูก็หยิบหอกขึ้นมา พร้อมกับพยักหน้าให้ผมหยิบตาม
ผมหยิบหอกขึ้นมาแต่ไม่สามารถกวัดแกว่งอะไรได้ เพราะมีคนมาเดินรอบตัวเต็มไปหมด
แล้วก็ตื่น..
เราควรจะกลับไปเริ่มฝึกใหม่แล้วสินะ
ฝันว่าฉีฟูอยู่ที่เมืองไทย
และรู้สึกอายฉีฟูว่าเราละเลยกังฟูมาขนาดไหน
ยังไม่ทันที่จะพูดอะไร ฉีฟูก็หยิบหอกขึ้นมา พร้อมกับพยักหน้าให้ผมหยิบตาม
ผมหยิบหอกขึ้นมาแต่ไม่สามารถกวัดแกว่งอะไรได้ เพราะมีคนมาเดินรอบตัวเต็มไปหมด
แล้วก็ตื่น..
เราควรจะกลับไปเริ่มฝึกใหม่แล้วสินะ
Tuesday, June 3, 2014
ช่วงนี้
เพิ่งจบฟรีแลนซ์โปรเจคมาราธอนไป
ตอนนี้เลยขอพักมานั่งขีดๆเขียนๆก่อน
ตั้งใจจะเขียนมานานละไม่มีโอกาสสักที
เลยถือเอาโอกาสไม่มีฟรีแลนซ์ตอนนี้มาเขียนละกัน
ก็สนุกดีนะ แต่ไม่มีตังค์นี่สิ
ตอนนี้เลยขอพักมานั่งขีดๆเขียนๆก่อน
ตั้งใจจะเขียนมานานละไม่มีโอกาสสักที
เลยถือเอาโอกาสไม่มีฟรีแลนซ์ตอนนี้มาเขียนละกัน
ก็สนุกดีนะ แต่ไม่มีตังค์นี่สิ
Wednesday, March 19, 2014
Family outing.
ผมมักจะคิดเสมอว่ายิ่งเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้นเท่าไหร่ เราก็ยิ่งอยู่ในโลกส่วนตัวมากเท่านั้น
เหมือนกับยิ่งอำนวยความสะดวก เรายิ่งขี้เกียจขึ้น อยากจะทำอะไรหรือคุยกับใครก็ไม่ต้องส่งเสียงให้เมื่อยปาก
แค่ใช้นิ่วจิ้มตัวอักษรแทนคำพูดก็สามารถคุยกันได้แล้ว
เราพูดกันน้อยลง เจอกันเป็นๆน้อยลง และใช้เวลาในโลกส่วนตัวกันมากขึ้น
จนมีวันนึงที่ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนี้ไป
วันนั้นเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแถวพระราม 9 เพื่อไปห้างฟอร์จูนทาวน์
ซึ่งพอเดินเข้าไปจะเห็นร้านกาแฟร้านนึงอยู่ตรงกับประตูทางเข้าเลย
ผมจึงมักจะเดินผ่านร้านนี้อยุ่เสมอ และวันนั้นผมก็เดินผ่านไปตามปกติ
แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นครอบครัวนึง พ่อ แม่ ลูก
พ่อน่าจะเป็นคนต่างชาติ ส่วนแม่กับลูกน่าจะเป็นคนไทย
ดูเผินก็เหมือนไม่มีอะไร แค่ครอบครัวนึงมานั่งเล่นที่ร้านกาแฟกัน
ที่เตะตาผมคือทั้งครอบครัวให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลดีมาก
พ่อเล่นแมคบุค แม่เล่นไอโฟน ลูกจิ้มไอแผด
ต่างคนหันหน้าไปคนละทาง ไม่มีใครพูดอะไรกันต่างคนต่างก้มหน้าเล่นเจ้าเทคโนโลยีในมือ
ถึงทุกคนจะอยู่ในโลกส่วนตัวแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ยังอุ่นใจที่ยังนั่งอยู่ด้วยกัน
เหมือนกับยิ่งอำนวยความสะดวก เรายิ่งขี้เกียจขึ้น อยากจะทำอะไรหรือคุยกับใครก็ไม่ต้องส่งเสียงให้เมื่อยปาก
แค่ใช้นิ่วจิ้มตัวอักษรแทนคำพูดก็สามารถคุยกันได้แล้ว
เราพูดกันน้อยลง เจอกันเป็นๆน้อยลง และใช้เวลาในโลกส่วนตัวกันมากขึ้น
จนมีวันนึงที่ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองต่อเรื่องนี้ไป
วันนั้นเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแถวพระราม 9 เพื่อไปห้างฟอร์จูนทาวน์
ซึ่งพอเดินเข้าไปจะเห็นร้านกาแฟร้านนึงอยู่ตรงกับประตูทางเข้าเลย
ผมจึงมักจะเดินผ่านร้านนี้อยุ่เสมอ และวันนั้นผมก็เดินผ่านไปตามปกติ
แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นครอบครัวนึง พ่อ แม่ ลูก
พ่อน่าจะเป็นคนต่างชาติ ส่วนแม่กับลูกน่าจะเป็นคนไทย
ดูเผินก็เหมือนไม่มีอะไร แค่ครอบครัวนึงมานั่งเล่นที่ร้านกาแฟกัน
ที่เตะตาผมคือทั้งครอบครัวให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลดีมาก
พ่อเล่นแมคบุค แม่เล่นไอโฟน ลูกจิ้มไอแผด
ต่างคนหันหน้าไปคนละทาง ไม่มีใครพูดอะไรกันต่างคนต่างก้มหน้าเล่นเจ้าเทคโนโลยีในมือ
ถึงทุกคนจะอยู่ในโลกส่วนตัวแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ยังอุ่นใจที่ยังนั่งอยู่ด้วยกัน
Sunday, March 2, 2014
แทกซี่ 2
เริ่มดึกแล้ว ผมยืนรอแท๊กซี่มาได้สักพักแต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีคันไหนผ่านมา
จนกระทั่งผมเห็นแทกซี่สีฟ้าคันนึงกำลังจะเลี้ยวออกมาจากซอย
ผมโบกมือเรียก แทกซี่พยักหน้าก่อนเลี้ยวมาจอดข้างหน้าผม
คนขับเป็นลุงร่างสูงผมเกรียนสีดอกเลา
"ไปสุขุมวิทครับ" ผมบอกผ่านหน้าต่างข้างคนขับที่เปิดอยู่
เวลาผมเห็นแทกซี่ที่เปิดหน้าต่างแบบนี้ อคติจะเข้ามาเล็กน้อยเพราะรู้ว่านี่คือแทกซี่ที่เลือกผู้โดยสาร
"ขึ้นมาเลยน้องเอ้ย" วันนี้โชคเข้าข้างผมแฮะ
ผมก้าวขึ้นรถแทกซี่โดยมีเสียงเพลงคลาสสิกทางวิทยุคอยต้อนรับอยู่ แปลกดีสำหรับแทกซี่ที่ฟังเพลงคลาสสิก
ผมจัดแจงวางสัมภาระให้เรียบร้อยก่อนจะหยิบมือถือมากดเล่นฆ่าเวลา แต่ยังไม่ทันที่จะเล่นอะไร ลุงคนขับชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า
"เป็นไงแมตช์วันนี้สนุกมั้ย" ลุงแทกซี่ทักทายด้วยน้ำเสียงร่าเริงความดังระดับพ้ง
"ก็ดีครับ สนุกดี"
"น้องว่าถ้ามาตีแข่งกับน้าใครจะชนะ"
นี่มันอะไร ผมคิดในใจ
"อ่า ผมเล่นไม่ค่อยเก่งน่ะครับ"
"งั้นน้าชนะชัวร์ " ลุงแทกซี่ตอบนิ่งๆ
"อาจจะผลัดกันแพ้กันชนะละมั้งครับ " จู่ๆผมก็ไม่อยากยอมแพ้ลุงแทกซี่ขึ้นมาเฉยๆ
"งั้นน้องรู้ไหมว่ากีฬาแบตเนี่ย ส่วนไหนของสรีระร่างกายที่สำคัญสุด"
"ข้อมือมั้งครับ" ผมตอบ
"2เต็ม10" ลุงแทกซี่ให้คะแนนอย่างรวดเร็ว
ห่ะ มีงี้ด้วย ผมสบถในใจ
"งั้นไหล่ "
"1 เต็ม 10 "
"ขาอ่ะ"
"0 เต็ม 10"
"ผมยอมแล้วครับ ส่วนไหนสำคัญสุดหรอครับ"
"ข้อเท้า"
"ข้อเท้า?"
"ใช่ ข้อเท้านี่ล่ะ ไว้สำหรับการสเตปไง เคยเห็นนักแบตมั้ยที่เขาซอยเท้าบ่อยๆน่ะ
นั่นคือเขากำลังหาจังหวะเพื่อสเตป เมื่อจังหวะได้ แรงมันก็จะส่งไปถึงข้อมือเอง
ทีนี้จะตีอะไรทำอะไรก็ได้หมด" ลุงแทกซี่อธิบายมายาวเหยียด
จริงรึเปล่าไม่รู้แต่ผมเริ่มจะคล้อยตามแล้ว
"นี่พี่เล่นแบตจริงจังหรอครับ" ผมอดถามไม่ได้
"น้าเล่นเอาสนุกน่ะ แต่ถ้าเราเล่นโดยรู้จักธรรมชาติของกีฬา มันจะทำให้เราสนุกยิ่งขึ้น สังเกตุจากสีหน้าขอวคนที่เล่นแล้วสนุกสิ อดีนารีนมันจะหลั่ง ความคิดจะฉับไว เมื่อร่างกายพร้อม จิตใจก็พร้อมแต่ก่อนจะพร้อมเราต้องเข้าใจธรรมชาติของมันเสียก่อน"
ผมทึ่งกับคำตอบของแทกซี่ หลังจากนั้นก็นั่งฟังแกอธิบายเรื่องรองเท้ากีฬาอยู่อีกพักใหญ่กับเรื่องกีฬากอล์ฟสุดโปรดของแกที่แกว่าจะเล่นจนวันตายและคนเล่นกอล์ฟเป็นคนดี
"แปลกไหมล่ะน้อง ที่วันนี้ขึ้นแทกซี่มาเจอใครที่ไหนพล่ามเรื่องอะไรให้ฟังเป็นชุดๆ"
"นี่เป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นแทกซี่แล้วฟังเพลงคลาสสิกเนี่ยล่ะครับ" ผมตอบขณะที่เสียงเพลงของ Bachเพิ่งจบลงและVivaldi.กำลังจะเริ่ม (ที่รู้เพราะดีเจเป็นคนบอก)
บทสนทนาของเราเปลี่ยนไปเป็นเรื่องเพลงคลาสสิกแทน ผมรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในห้องเรียนวิชา music appreciation. หลังจากฟังลุงแกบรรยายเรื่องBach ผ่านเนินเขา กระท่อมริมน้ำที่มีปล่องไฟกำลังพ่นควันน้อยๆออกมาและทิวทัศน์อันน่ารื่นรมณ์ของเยอรมันแล้ว ผมเลยยิงคำถามสำคัญ
"ก่อนหน้านี้พี่ทำอะไรมาครับ"
"I can't speak about that anymore". ลุงแทกซี่ตอบด้วยภาษาอังกฤษพลางหัวเราะ
ยิ่งคุยก็ยิ่งคิดว่าแทกซี่คนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่ แกเล่าว่าการที่รับผมขึ้นรถเนี่ยก็เป็นไปตามแปลนที่แกวางไว้ว่าแกเข้ามาส่งผู้โดยสารพอเห็นผมก็รีบเตรียมเงินทอนให้ผู้โดยสารก่อนจะถึงที่หมายเพื่อวนออกมารับผมได้ จากนั้นแกอธิบายเรื่องการ planning และวาง route control เพื่อที่จะ cut loss และถึง final management ตาม goal. ที่ได้ plan ahead ไว้
แกทิ้งท้ายว่าสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุขกับมันเนี่ยล่ะ ถึงจะดีที่สุด
การเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เราทำ จะทำให้เรามีสติและสนุกกับมัน
บอกตามตรงผมจำไม่ได้ว่าเราคุยอะไรกันบ้างทั้งหมด แต่ที่ว่ามาช่วงครึ่งหลังแกพูดเป็นภาษาอังกฤษล้วนและผมได้แต่รับฟัง
ถึงที่หมายแล้ว ผมจ่ายค่าโดยสาร
ลุงแทกซี่รับ ก่อนกล่าวลา "ถึงแล้วก็อาบน้ำนอนซะนะ ดึกแล้ว you have a good night and take care."
"Thanks, you too". ผมตอบก่อนปิดประตูรถแล้วเดินเข้าบ้าน
Subscribe to:
Posts (Atom)











